24 ธันวาคม 2557

สร้างแบรนด์ได้เอง ไม่ต้องพึ่งโปร

เจอบทความเยอะเรื่องวิธีสร้างแบรนด์ บ้างก็เคลมว่าได้ผล 100% ฟังดูง๊ายง่าย แต่พอศึกษาเนื้อความก็ตอบได้เลยว่ายัง...ยังไม่มีคำตอบที่หลายคนค้นหา เราเองก็เคยมึนตึ๊บว่าจะอธิบายเรื่องสร้างแบรนด์อย่างไร ให้คนอ่านเข้าใจ ประยุกต์เป็น สุดท้าย...เราก็มีวิธีการคิดเรื่องสร้างแบรนด์ที่หล่อหลอมจากประสบการณ์ซ้ำๆ จนเป็นแพทเทิรน์ในการสร้างแบรนด์สไตล์เราเอง คุณก็ทำได้ ไม่ยากค่ะ แต่ต้องแบ่งบทความนี้เป็น 3 ตอน วันนี้ขอเสนอเป็นตอนแรกค่ะ

องค์ประกอบของการสร้างแบรนด์ เราใช้สูตร 3 สิ่งที่ต้องสร้างก็คือ จุดขาย บรรยากาศ ความต่อเนื่อง บทความตอนแรกจะคุยเรื่องจุดขายก่อนค่ะ ทำไม เรื่องอื่นก่อนไม่ได้หรือ ก็ตราบใดที่เราทำธุรกิจเพื่อขายสินค้าหรือบริการ จะไปพูดเรื่องอื่นก่อนคงไม่ดี อย่าลืมว่าลูกค้าจ่ายเงินเพื่อต้องการสินค้าหรือบริการ เราก็ต้องทำให้สินค้าหรือบริการนั้นเป็นที่น่าสนใจจนลูกค้าต้องยอมจ่ายเพื่อได้เป็นเจ้าของสินค้านั้น บางคนบอกว่า ไม่จริ๊ง สินค้าคล้ายๆกันหลายยี่ห้อ ไม่เห็นดี เด่น ตรงไหน แต่ลูกค้าซื้อเพราะโปรโมชั่น โอเค...สร้างแบรนด์เป็นเรื่องการสร้างคาแรกเตอร์ภาพลักษณ์สินค้า ซึ่งใช้ระยะเวลา แต่โปรโมชั่นเป็นเครื่องมือการตลาด ใช้เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ หรือสร้างยอดขายแบบเฉียบพลัน หยุดโปรโมชั่น ยอดขายก็กลับสู่สภาวะปกติ ถ้าสินค้าไม่มีความโดดเด่น พอหมดโปรโมชั่น ก็ต้องสู้กันหนักหน่อย แต่...คนเรามีปัจจัยการตัดสินใจซื้อไม่เหมือนซะทีเดียว อีกอย่าง สมัยนี้ข้อมูลสำคัญ หลายคนคงไม่รีบจ่ายเงินเพื่อซื้อของลดราคาเว้นแต่มีความจงรักภักดีต่อแบรนด์นั้นอย่างจริงจัง





วกกลับมาใหม่เรื่อง...จุดขาย ต้องขอยกตัวอย่างผู้หญิงมาเติมจินตนาการเพิ่มความเข้าใจ ผู้หญิงกับความสวยเป็นของคู่กัน แต่ว่า...แต่ละคนสวยต่างแบบกัน นั่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งแตกต่างจากคนอื่น ก็คล้ายกับตัวสินค้านั่นแหละ ถ้าไม่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จะแตกต่างจากสินค้าอื่นได้อย่างไร ความสวยของผู้หญิงอาจจะไม่จำเป็นต้องสวยในสายตาของทุกๆคน เพราะต่างคนต่างมุมมอง ก็ชอบแตกต่างกัน ดังนั้น สินค้าก็ไม่จำเป็นว่าจะตอบโจทย์ความต้องการของทุกคนเช่นกัน ลองคิดดูสิ คนไทยทานข้าว แต่ทำไมถึงมีสาระพัดพันธุ์ให้เลือก นี่แค่ข้าวเองนะ แล้วสินค้าอื่นอีกหล่ะ

ดังนั้น การคิดเรื่องสินค้าและเอกลักษณ์เฉพาะตัวจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการคิดเรื่องสร้างแบรนด์ เจ้าเอกลักษณ์เฉพาะตัวนี้แหละที่เรามักจะเรียกง่ายๆว่า...จุดขาย ต้องเด่น ต่าง โดน แล้วจะทำอย่างไรให้มันเด่น ต่าง โดน นั่นสินะ... เวลาพูดเรื่องจุดขาย มักจะเหมือนภาพในจินตนการ วาดไว้สวยหรู ก็เหมือนกับเวลาที่เรากำลังคุยเรื่องความสวยของผู้หญิง ทุกคนที่เข้าร่วมวงสนทนาก็จะจินตนาการความสวยในแบบที่ตัวเองชอบ แต่การตลาด การสร้างภาพลักษณ์ การสร้างแบรนด์ มันไม่ได้ทำกันทางโทรจิต ต้องมีสื่อกลางมาช่วยเติมจินตนาการ แล้ว...เราจะสื่อเรื่องจุดขายของสินค้าออกมาได้อย่างไร สำหรับเรา...ใช้โลโก้ สโลแกน และแทกไลน์ มาช่วยเติมเต็มนี่ไง

จะมีประโยชน์อะไร ถ้าโลโก้เป็นแค่ตัวอักษรหรือรูปภาพ ลายเส้น สี ที่เราปลื้มอยู่คนเดียว มันช่วยทำให้คนอื่นปลื้มตามเรารึเปล่า เพื่อให้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจ โลโก้นอกจากจะถูกฮวงจุ้ยของแราแล้ว ควรจะเหมาะธุรกิจด้วย เพราะอะไรนะเหรอ เราต้องให้คนมองจำและพอเข้าใจคร่าวๆว่าเป็นธุรกิจเกี่ยวกับอะไร เป็นลงทะเบียนขั้นต้น ทางที่ดี เห็นโลโก้ปุ๊บ เดาได้ 50% ก็เริ่ดแล้ว ต่อมา สโลแกน อันนี้แหละ ช่วยขยายความเพิ่มเติมของธุรกิจผ่านคำโดนๆ ที่สะท้อนถึงจุดขาย จากเห็นโลโก้เดาได้ 50% อ่านสโลแกน รู้จักธุรกิจเพิ่มอีกสัก 30% ก็เริ่ดอีกแล้ว ลองคิดดูสิ แค่โลโก้ สโลแกน ถ้าช่วยสะท้อนภาพธุรกิจออกมาได้อย่างไม่เสียพื้นที่สื่อ คุณได้เปรียบแล้วหล่ะ แต่ข้อความสั้นๆคงให้รายละเอียดไม่ครบหรอก ดังนั้น การมีแทกไลน์อีก 2-3 บรรทัด ช่วยเติมเต็มให้ครบ 100%

อย่างที่เกริ่น เราไม่ได้ทำการตลาดทางโทรจิต จุดขาย...จะมารอให้ลูกค้าคิด จินตนาการเอง ไม่ได้หรอกนะ เราต้องเตรียมสิ่งที่จะให้ลูกค้าจำเกี่ยวกับเรา และชิงความได้เปรียบด้วยความเร็ว หมายความว่า ลูกค้ารู้จักและจำในแบบที่เราต้องการให้จำ เข้าใจในระยะเวลาอันสั้น ถ้าโลโก้ สโลแกน แท็กไลน์ ถูกวางแผน ออกแบบให้เวิร์คได้แบบนี้ ทุกครั้งที่เห็น จะเป็นการตอกย้ำปักหมุดเลยทีเดียว เรามักจะได้ยินบ่อยๆ สินค้าขายไม่ได้ คนไม่รู้จัก ถามเราจะแก้อย่างไร เราคงไม่กระโดดลงไปจัดโปรโมชั่น เพิ่มสื่อ อัดโฆษณาเลย แต่จะเริ่มที่ด่านแรกนี้ก่อน ก็ไม่ถึงจะไปเปลี่ยนโลโก้ให้เสียเวลาหรอกนะ เราก็มาวิเคราะห์ส่วนอื่นที่ยังไม่ดีพอ ก็ทำให้ดีพอที่จะเติมเต็มจุดขายได้นั่นเอง จากนั้น ค่อยว่ากันต่อเรื่องการกระตุ้นยอดขาย

ไม่คิดเลยนะว่า แค่ตอนแรก...สำหรับจุดขาย จะยาวพอสมควร ไว้ติดตามภาคต่อ บรรยากาศ และความต่อเนื่องในโพสต์หน้านะค

www.conceptsalliance.com
ไลน์ http://line.me/ti/p/%40wazinee

‪#‎โค้ชสร้างแบรนด์‬  #‎sell_your_brand‬

11 กันยายน 2557

คิด..ขีด..เขียน...เส้นสีที่มีความหมาย

จะทำเรื่องปรับภาพลักษณ์ เราจะสำรวจโลโก้หรือตราสัญลักษณ์ว่าเด่น แข้มแข็ง แสดงตัวตนของธุรกิจได้แค่ไหน หลายครั้ง เจอโลโก้ชนิดห้ามแตะ ห้ามเปลี่ยน เพี้ยนสีก็ไม่ได้ ก็เลยปรับเติมสโลแกนช่วยขยายความชัดเจนของตัวตนธุรกิจ แล้วก็มาดูรูปแบบตัวอักษรที่เหมาะสมกับสโลแกน โห..เรื่องมากจริงๆ กว่าจะสรุปขั้นแรกของปรับภาพลักษณ์ ในบางเคสก็แทบจะถอดใจ 555



ส่วนตัวเป็นคนชอบขีดเขียน สโลแกนไม่ว่าจะสร้างขึ้นสำหรับโปรโมทธุรกิจหรือเป็นแค่ชื่อกิจกรรม ก็ต้องมีความหมาย มีนัยยะสำคัญ ลองมาดูบางสโลแกนหรือแทกไลน์ว่ามีอะไรซ่อนอยู่

let beauty return ไม่บอกก็ต้องรู้ว่าต้องเกี่ยวกธุรกิจอะไร อยากจะบอกประมาณว่าอายุมากขึ้น ลดลงไม่ได้ แต่ความสวย ย้อนกลับได้ แนวไทม์แมชชีน ตอนคิดคงอินกับโดเรมอนไปหน่อย

เสน่ห์ผู้หญิง เริ่มต้นที่...ผิวสวย 555 เดาได้ไม่ยาก ก็แบรนด์อื่นเน้นที่ขาวใส ไร้ผ้า กระจ่าง สวย เราเลยขอเน้นเรื่องผิวดีกว่า ประมาณถ้าผิวไม่สวย ก็ไร้เสน่ห์ ใครบ้างที่ไม่อยากมีเสน่ห์

ไปด้วยกัน ไปได้ไกล อันนี้คิดไว้ 2 ปีที่แล้วก่อน SCB จะใช้ ตอนนั้นคิดไว้อยากให้เป็นสโลแกนบริษัทลูกค้า ก็เพราะทำธุรกิจเกี่ยวกับรถ เลยคิดว่าไปๆไกลๆ จะเวิร์ค แต่ลูกค้าไม่โอเค พอลูกค้าคนเดียวกันจัดงาน Staff Party เลยเอามาตั้งชื่องาน แนวประมาณสร้างความมีส่วนร่วม รวมพลัง รวมใจ ประมาณนั้น แต่...ภายหลังพอมาเห็นโฆษณา SCB ที่ใช้สโลแกนนี้ เราก็อดแยกเขี้ยวไม่ได้ 555

เปลี่ยนกระจก รถไม่ช้ำ อันนี้เป็นการสื่อถึงผลลัพธ์ที่มาใช้บริการ เรียกว่าแสดงเหตุและผลกันแบบจะ..จะ อันนี้ส่วนตัวชอบมาก ยิ่งชอบก็ตรงที่ลูกค้าชอบด้วย ใช้คำที่สั้น แต่มีความหมายมาก ถ้าจะคิดคำอื่นมาแทนสโลแกนนี้ คงยกธงขาวแน่นอน 555

ที่เดียวจบ ครบทุกอุตสาหกรรม รับประกันความพึงพอใจ ก็พอเดาได้ว่าต้องเป็นเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือ แถมพกเรื่องการบริการเข้าไป ความจริงก็ไม่ได้อยากให้ยืดยาว แต่เนื่องจากลูกค้ากำลังจะพัฒนาเรื่องการบริการ เลยขอพ่วงเรื่องความพึงพอใจของลูกค้าเข้าไปด้วย

ถึงอยู่แห่งไหน เราคนไทย ครอบครัวเดียวกัน อันนี้ใช้เมื่อสมัยที่เริ่มมีพรบ.ห้ามโฆษณาเหล้า มีได้แค่คำพูดกับโลโก้ยี่ห้อ ก็เลยต้องออกมาในแนวสร้างสรรสังคม ประมาณว่า มาเจอกันแล้ว ก็เหมือนเจอครอบครัว ก็ต้องกินเหล้าขวดนี้...มั๊ง5555

กล้าคิด กล้าทำ กล้าแตกต่าง อันนี้ก็ของเหล้าอีกยี่ห้อ แหม..ประมาณกระตุ้นต่อมสงสัยคนอ่านด้วยมั๊งว่าขวดนี้มันต่างกันอย่างไร

มาหัวหิน มาชิมไข่กระทะ อันนี้เป็นสโลแกนทำให้ธุรกิจร้านอาหารเช้าของที่บ้าน เน้นอ่านง่าย ฟังง่าย จำง่าย แสดงประโยคให้เข้าข่ายลักษณะทริปเดินทางเพื่อให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย คิดไปเองหรือเปล่านะ....

เรามักบอกลูกค้าว่า โลโก้ที่ดีควรจะสื่อประเภทธุรกิจให้ได้ ดังนั้น เส้น สี มีความหมาย และไม่ใช่งานง่าย ส่วนสโลแกนเป็นเหมือนส่วนเติมเต็มที่สร้างความชัดเจนของธุรกิจ เช่นดูโลโก้แล้วพอเดาได้ว่าเป็นเกี่ยวกับความสวยงาม พออ่านสโลแกน รู้เลยว่าเป็นเรื่องการบำรุงผิว แต่การสร้างสโลแกนในปัจจุบันก็ควรมีลีลาไม่น้อย เพื่อสร้างความแตกต่าง ความโดดเด่น จะได้จำงัย ยิ่งเจอ ยิ่งจำ ก็ยิ่งรู้จัก ก็ยิ่งคุ้นเคย ก็ยิ่งง่ายที่จะกลายเป็นลูกค้า เห็นมั๊ย โลโก้ สโลแกน ไม่ได้มีไว้แค่บอกชื่อ/ตราสัญลักษณ์ธุรกิจ แต่เป็นเครื่องมือสำหรับใช้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย

ลองสำรวจดูนะคะ โลโก้ สโลแกนของธุรกิจที่คุณเกี่ยวข้องอยู่แฝงนัยยะอะไร และมีผลต่อกลุ่มเป้าหมายแคไหน......กัน

Responsive Website....อารายอ่ะ

บางคนคงเคยได้ยิน บางคนอาจไม่คุ้นเคย อะไร ยังไง มา...จะเฉลยให้ฟัง ที่มาของเจ้า responsive website ก็เพื่อรองรับการแสดงผลของเว็ปบนอุปกรณ์หลากชนิด ก็เทคโนโลยีเปลี่ยนไป เราเข้าถึงโลกอินเตอร์เน็ตผ่านทางแทบเล็ต สมาร์ทโฟนไม่ว่าจะเป็น ios หรือ android หรือ window phone...ดูตัวอย่างในภาพ 

ไม่รู้นะว่าใครเป็นคนต้นคิด แต่มัน...ช่าง...บรรเจิด...เนอะ


ใครไม่เคยรู้ว่าเว็ปของตัวเอง มีคนดูผ่านมือถือกี่เปอร์เซ็นต์ รีบไปเปิดบัญชี google analytics ไว้เลยนะ ทำตามขั้นตอนที่เขาบอก ไม่ยาก...และจะได้รู้ว่าเว็ปเรา traffic มาจากไหนกันบ้าง นำข้อมูลนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ค่ะ

เว็ป www.conceptsalliance.com 42% คนเข้าดูเว็ปผ่านทาง android อีก 31% ผ่านทาง chrome อันดับ 3 12% เป็น safari....อุต๊ะ มีคนใช้ browser นี้เกิน 10% เชียวหรือ

ตอนที่คิดว่าจะปรับปรุงเว็ป www.conceptsalliance.com ใหม่ กะว่าจะทำเป็นแบบ responsive website ไปเลย ไม่ว่าใครมาทางไหนดูเว็ปเราได้สะดวก ไอเดียโอเค...มีที่มาที่ไป แต่พอจะทำจริง โอ้โห...ไม่ง่ายเลย ภาษาการเขียนยากกว่าเดิม ต้องมาเรียนรู้ ถ้าจะปรับเว็ปใน 7 วัน ไม่สำเร็จแน่นอน เวลาเป็นเงินเป็นทอง ไม่ต้องโหนกระแสก็ได้ ตัดสินใจใหม่ พี่ทำดังนี้ค่ะ

1.คงโครงสร้างเดิมของเว็ปไว้ แต่ปรับเรื่องโทนสี กราฟฟิก ลิงค์ให้เหมาะสมขึ้น แค่นี้ประหยัดเวลางานไป 50% แล้วค่ะ

2. ใส่ดีกรีตัวตนของเราลงไปในเนื้อหา ก็...ผู้ชมเขาอยากรู้จักเราก่อนเป็นอันดับแรก เขาอยากรู้ความคิดของเรา รูปก็ต้องเป็นรูปตัวเรา แหม...บริษัทคนไทย แต่รูปฝรั่งเพียบ มันแปลกนะ

3. เพิ่มคอนเท้นท์ หรือข้อแนะนำที่จะนำไปใช้ในธุรกิจของเขา งั้น...พยายามใส่ให้เยอะเท่าที่จะทำได้ แต่ทุกอย่างที่ใส่ลงไปต้องออริจินัล ต้องไม่ลอกเลียน ไม่ยกตำรามาวาง เป็นการให้แนววิธีการทำงานมากกว่า ส่วนคอนเท้นท์ เพิ่มความน่าสนใจของเว็ปไป 300% เรา..มีวิธีเช็คก็แล้วกัน 555

4.ปรับแต่ง seo ใหม่ กูเกิ้ลชอบ blogger, google+, youtube จัดไป...มีลิงค์ไปหากัน แต่กลุ่มนี้เป็นแนว socialised มาก เวลาเราไม่ค่อยมี จะนั่งทำคอนเท้นท์ใหม่ๆขึ้นบนสื่อโซเชียลทุกวัน คงไม่ได้ ดังนั้นสื่อโซเชียลสำหรับ conceptsalliance.com จึงถูกใช้เพื่อเพิ่มมิติในการนำเสนอตัวเรามากกว่า ไม่ได้แพลนจะมาคุยอะไรให้ฟังทุกวันนะคะ

5.โดเมนชื่อไทยมีจดไว้บ้าง แต่ที่จริงชอบโดเมนชื่อฝรั่งมากกว่า ที่ไปจดไว้สักพักก็คือ thaimarketingconsultant.com กับ brandingdesignguru.com เป็นงัย...ชื่อกินรวบธุรกิจไว้เลย เสียปีละ 300 กว่าบาท คุ้มนะ...กับการมีชื่อโดเมนที่ดี อีกอย่างก็เอาไว้กันเพื่อร่วมธุรกิจเดียวกัน 555 เราไม่ชอบ co.th ทุกอย่างเน้น .com โกอินเตอร์ง่ายกว่า ว่าแต่...ใครอยากซื้อโดเมน pakaoma.com ติดต่อเราได้นะ^^

6.ยังไงก็ยังต้อง google adwords แต่เลือกทำคีย์เวิร์ดที่เราต้องการจริงๆนะ อย่าไปหว่านเลย เปลืองเงิน แต่ทำแล้วก็ต้องเช็คสถิติด้วยนะ

สรุป เปิดหัวเรื่อง Responsive Website อยากทำ แต่เวลามีน้อย เลือกทำในสิ่งที่น่าจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากกว่าดีกว่า และต้อง...ออริจินัล อย่าลืมว่า เว็ปเรา ทำเอง แต่คนอื่นดู...สั้นๆเ ข้าใจตรงกันนะ

line: wazinee

10 กันยายน 2557

อะไรก็คลิป...ไว้ก่อน

ช่วงนี้เริ่มมีเวลาเป็นของตัวเองบ้าง ก็รีบๆคิดๆพิมพ์ แบ่งปันประสบการณ์ หายไปสักพักเพราะไปทำเรื่องคลิป เรื่องตัดต่อนี่แหล่ะ 

แต่ละวันเปิดเฟสบุ๊ค เจอคลิปเยอะแยะ แม้ว่าจะไม่ได้เปิดดูทุกอัน แต่ก็คงปฎิเสธไม่ได้ว่าดูคลิปง่ายกว่าอ่านโพสต์แยะ โดยเฉพาะถ้าโพสต์มันยาว....เทรนด์ในการเสพสื่อเป็นไปในทิศทางไหน ก็ต้องหันปรับใช้ให้เหมาะสม อย่ายึดติดกับความเคยชินของตัวเองจนเกินไป

เราใช้กลยุทธ์ลูกผสมในการนำเสนอสินค้า คลิปเรียกความสนใจ ไม่เน้นขายสินค้า แค่ให้คนดูสนใจและรู้สึกเชื่อมโยง จนอยากจะไปอ่านโพสต์ที่แม้จะยาวนิดนึง ข้อความวางไว้บาดอารมณ์ชวนซื้อของ แต่ต้องไม่ลืมว่าต้องมีรูปภาพประกอบโพสต์ด้วย และรูปต้องสวย การทำคลิปแบบไม่มีการวางแผน ต่อให้ใช้กล้องเริ่ด สถานที่เป๊ะ เสื้อผ้าหน้าผมพร้อม ก็สู้คลิปที่ทำแบบง่ายๆ นำเสนอน่าสนใจ มีการเชื่อมโยงอารมณ์ โปรเจคที่มาถึงมือเรา ค่าสตูดิโอตัดไปได้เลย เพราะค่าคิดมันแพงกว่า

รีบๆกันเลย เจ้าของแบรนด์ทั้งหลาย เริ่มคิดเริ่มหัดวางแผนว่าจะนำเสนอแบรนด์ตัวเองอย่างไรในคลิป แล้วปล่อยบนโลกออนไลน์ ความคิดดีๆ บางทีเวิร์คกว่าจ้างดารามาพรีเซ้นต์ซะอีก โดยเฉพาะถ้าเรางบไม่เยอะ คงจ้างไม่ไหวอยู่แล้ว ยิ่งต้องคิดเกมนี้ให้เริ่ด ลองทำมาแล้วทั้งนั้น เวิร์คแล้วทั้งนั้นจึงกล้ามาแชร์ เสนออะไร กับ เสนออย่างไร เลือกเองแล้วกันนะ

สมัยนี้ว่ากันเรื่องคอนเทนต์ ต้องน่าสนใจ น่าจดจำ หรืออย่างน้อย น่าตามดู ตามอ่านจนจบ แค่เนี้ย ทำได้มั๊ย

วันนี้ขอแชร์เรื่องวีดิโอ หรือ คลิป จะบนยูทูปหรือโซเชียลแคมก็แล้วแต่ ยกเรื่องสินค้าครีมแล้วกัน รีวิวกันจิ๊ง ถามนิดนึง ถ้าไม่มีคนfollowเยอะๆ จะมีคนดูกี่คน จะเหลือเป็นคนซื้อสักกี่คน เคยคิดกันไหมก่อนจะไปตกลงปลงใจเลือกใครมาทำรีวิวให้ ถ้าสินค้าใหม่ หรือสินค้างบน้อย ไม่สามารถจ้างบล๊อกเกอร์ พริตตี้ ค่าตัวแพง จะทำอย่างไร แล้วยิ่งถ้าต้องเจอบางคนรับเงินแล้วก็จริง แต่ก็อยากรีวิวตามใจฉัน ไ่ม่สนว่าเจ้าของแบรนด์จะได้ประโยชน์แค่ไหน บ่องตง...เจอเคสแบบนี้อดด่าแทนเจ้าของแบรนด์ไม่ได้

หลายเคสมาถึงมือเรา ก็ต้องมาแก้ไขปัญหา จากรีวิวตามใจฉัน ถ้าเอาขึ้นเฟส ต่อให้โปรโมทเต็มที่ ก็ยังน่าเบื่ออยู่ดี เราแก้อย่างไรหล่ะ ดูรีวิวประมาณ 10 รอบ สร้างสตอรี่ใหม่ที่เชื่อมโยงแบรนด์ ตัดที่ไม่เข้าท่าออก ต่อที่เข้าตากรรมการเข้าไป จากรีวิวเดิมเยิ่นเย้อกว่า 10 นาที หั่นต่อเหลือ 3-5 นาที ไม่ต้องใช้โปรแกรมเว่อร์ๆมาช่วยทำให้เริ่ดหรอก เน้นๆ คอนเทนต์และการลำดับเรื่อง ดูคลิปสินค้าเชิงรีวิวนะ ไม่ใช่ดูทรานสฟอร์เมอร์ บอกลูกค้าเสมอว่า ไม่ต้องเพอร์เฟกค์หรอก แค่ทำถูก 80% ก็พอแล้ว...555

ทำรีวิวใหม่เสร็จ ขึ้นเฟส โปรโมทปุ๊บ เออนะ...ที่เดาไว้ไม่ผิดเลย...คนดูคลิป กดไลค์ สอบถามสินค้า สั่งซื้อ....อย่างนี้สิ รีวิวถึงจะมีประโยชน์อย่างแท้จริง 


line: wazinee

เขียนสนุก อ่านเพลินๆ

อยากเปลี่ยนแนวการเขียนบทความบ้าง เผื่อจะอ่านสนุกขึ้น เข้าใจง่ายขึ้น จดจำง่ายขึ้น และที่สำคัญเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ลองอ่านดูนะ
แคลเซียมจ๋า คอลลาเจนลาก่อน....

เรื่องมันมีอยู่ว่า สาวคอลลาเจนกับหนุ่มแคลเซียมจับคู่สร้างมิตรภาพในร่างกายเรามาแสนนาน จนกระทั่งอายุมากขึ้น สาวคอลลาเจนที่ประจำฐานผิวหนังก็เริ่มอ่อนแรงโรยรา ผิวพรรณก็เลยเริ่มเหี่ยว ไม่สดใส ก็จำเป็นต้องเกณฑ์สาวคอลลาเจนจากกระดูกมาช่วยตรึงกำลังไว้ที่ผิวหนัง ถ้าร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์สร้างสาวคอลลาเจนใหม่ได้ สาวคอลลาเจนจากกระดูกก็จะถูกเกณฑ์ออกมาช่วยทัพหน้าที่ผิวหนังเรื่อยๆ ผลก็...กองกำลังสาวคอลลาเจนในกระดูกก็ลดจำนวนลง

ฝ่ายเจ้าหนุ่มแคลเซียม เห็นเพื่อนสาวค่อยๆหายไป ไม่มีสาวใหม่มาแทนที่สักที จึงเกิดอาการตรอมใจ เพราะถ้าขาดสาวคอลลาเจนในกระดูก หนุ่มแคลเซียมก็จะอยู่ไม่ได้ มันจะเสื่อมสลายตรอมใจ มันเป็นวัฎจักรของการดำรงอยู่ของคู่ซี้เพื่อนเลิฟที่ทำให้กระดูกเราแข็งแรง เมื่อฝ่ายหนึ่งไป อีกฝ่ายก็อยู่ไม่ได้ ผลร้ายซ้ำเติม...เริ่มเข้าสู่ภาวะกระดูกพรุนทันที

ร่างกายต้องรีบสะสมแคลเซียมเพิ่มขึ้น แต่หนุ่มแคลเซียมมิตรแท้ ก็ต้องรอสาวคอลลาเจนมาควงคู่เพื่อพากันเข้าไปในกระดูก งานนี้ เดินทางคนเดียวไม่ได้ เมื่อทานอาหารทั่วไป กว่าหนุ่มแคลเซียมจะเจอสาวคอลลาเจนที่ถูกใจร่วมทางกันได้ ก็หลงเหลือไม่เท่าไหร่ ที่เหลือก็สูญสลายหายไปกับระบบขับถ่าย จะทานอาหารแบบอื่นที่ใส่ทั้งแคลเซียมกับโปรตีนคอลลาเจน ก็ต้องรอเข้าสู่กระบวนการย่อยเพื่อแต่งหน้าทำผมสาวสวยหนุ่มหล่อก่อน เสียเวลาเตรียมตัวนาน เพราะไม่ใช่ทุกหนุ่มทุกสาวจะไปกันได้ทุกคู่ ผลก็กลายเป็นว่า...แค่บางคู่ที่สามารถลงเอยจับมือกันเข้าสู่กระแสเลือด ที่เหลือก็สูญสลายหายไปกับระบบขับถ่ายอีกแล้ว

หมอโบใจดี...เลยต้องจับคู่หนุ่มแคลเซียมสาวคอลลาเจนไว้แต่เนิ่นๆ ความลับของหมอโบใจดีอยู่การจับคู่ในแบบที่ร่างกายรู้จักขณะที่หมออื่นยังทำไม่ได้ ทั้งหนุ่มแคลเซียมและสาวคอลลาเจนไม่ต้องไปรอลุ้นนัดบอดในกระเพาะอาหาร แต่หมอโบรู้ว่ากระดูกแข็งแรงต้องมีอีก 2 อัศวินคือ แมกนีเซียมและฟอสฟอรัส จึงพามาแนะนำให้หนุ่มแคลเซียมและสาวคอลลาเจนรู้จักด้วย แล้วตั้งชื่อแก๊งค์นี้ว่า Protetite เป็นมิตรภาพที่สร้างขึ้นมาเลียนแบบมิตรภาพของเดิมที่มีในกระดูกเราเอง เมื่อ 4 สหาย Protetite เข้าสู่กระเพราะอาหาร แปลงร่างจัดกระบวนเป็นโมเลกุลเชิงซ้อนในแบบที่ร่างกายเรารู้จักทันที ไม่เสียเวลาย่อย ไม่เสียเวลาแนะนำตัวหรือจับคู่ใหม่ ทั้ง 4 สหายจับมือกันไว้อยู่แล้ว มิตรภาพนี้จึงถูกดูดซึมเข้าไปใช้เสริมสร้างมวลกระดูกได้ทันทีและ 100% นั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่เจอกับหมอโบ มวลกระดูกจึงเพิ่มขึ้น มีผลลัพธ์ชัดเจน

มิตรภาพนี้ชื่อเสียงระบือลือลั่นได้รับสิทธิบัตรจาก 4 ประเทศคือ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุน จีน และ เกาหลี หมอโบใจดีถือพาสปอร์ตญี่ปุ่น มาอยู่เมืองไทยผ่านด่านตรวจ อย.ไม่เป็นต่างด้าวนะคะ ใครสนใจอยากเจอหมอโบใจดีหรือชื่อเต็ม ดร.โบพลัส นัดกันได้ที่ไลน์ beautycorrect นะค้าบ

ปล. วรรณ(เจ้า)กรรมนี้เหมาะสำหรับผู้อ่านตั้งแต่อายุ 8 ปีขึ้นไปค้าบ

มูลค่าคูปอง มูลค่าลูกค้า

ในแต่ละวัน เราบริโภคข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการตลาดเยอะมาก บางอันก็สะดุดใจ บางอันก็ไม่เข้าท่า วันนี้เลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ในฐานะที่เราชอบไปสมัครเป็นสมาชิกของห้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เซ็นทรัล เดอะมอลล์ โรบินสัน ไฮเปอร์มาร์เก็ต โฮมโปร เชื่อมั๊ย แม้กระทั่ง สุขภัณฑ์เซนเตอร์ ก็ยังไปเป็นสมาชิก เพราะอยู่ใกล้บ้าน เยอะแยะบัตรเต็มกระเป๋าไปหมด ด้วยความที่ทำงานด้านการตลาดมานาน ก็เลยอยากรู้อยากเห็นไปหมดว่าที่อื่นเขาทำอะไรบ้าง

เรื่องราวก็มีอยู่ว่า วันหนึ่งเราได้รับจดหมายจากห้างหนึ่ง ไม่ขอเอ่ยชื่อนะ เดี๋ยวเขาจะว่าเราได้ ในจดหมายนั้น มีคูปองใช้แทนเงินสดเพื่อใช้ซื้อสินค้า วันหมดอายุก็นานดีหรอกนะ เพราะต้องเข้าใจว่าบางคนช่างซุก พอจะใช้ทีก็ลืมว่าเก็บไว้ที่ไหน แต่เมื่อมาดูที่มูลค่าคูปอง เรานี้ตกใจเลย รีบมองหาในซองจดหมายเผื่อว่าจะเจอคูปองเพิ่ม แต่ก็ต้องผิดหวัง มีเท่าที่ถือในมือนั่นแหละ ทำไมเราถึงตกใจ แถมอึ้งไปซักพัก ก่อนที่จะเริ่มส่งเสียงบทสวดให้สามีฟัง (แน่นอน คนที่ใกล้ตัวที่สุด มักจะโดนลูกหลงแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่เสมอ) เขาคงไม่เข้าใจเราหรอกนะว่า ได้คูปองแล้วทำไมถึงมีปฏิกิริยาแบบนี้

เกิดอะไรขึ้นกับคูปอง ในกระดาษแผ่นขนาดประมาณ A4 มีรอยปรุแบ่งจดหมายออกเป็น 5 ส่วน ส่วนแรกเป็นเนื้อความประมาณขอบคุณสมาชิก บลา....บลา... อีก 4 ส่วน เป็น คูปอง 4 ใบ ได้คูปอง 4 ใบเราไม่ว่าอะไรหรอก แต่ที่เราอึ้ง และนึกไม่ถึงว่าห้างนั้นจะทำแบบนี้คือ มูลค่าคูปอง 3 ใบๆละ 10 บาท และ 1 ใบละ 5 บาท รวมทั้งหมด 35 บาท และเป็นคูปองที่ใช้ซื้อสินค้าเฉพาะอย่าง ไม่ใช่ซื้ออะไรก็ได้ ซึ่งสินค้าที่ระบุในคูปอง ก็ไม่ได้เหมาะกับเราเลย ทั้งๆ ที่เขามีระบบเก็บข้อมูลประวัติการซื้อสินค้าของลูกค้าแต่ละราย จากมุมมองของเรา ถ้าห้างต้องส่งจดหมายออกมาแต่ละครั้ง ซึ่งมีต้นทุนค่าใช้จ่ายพอสมควร ก็น่าจะส่งผลประโยชน์บางอย่างที่มีมูลค่าพอควร หรือ มีโอกาสเพิ่มยอดขายมากกว่าคูปอง 4 ใบ มูลค่ารวม 35 บาท จะว่าเขาให้คูปองมูลค่าน้อยเพราะยอดซื้อเราน้อยก็ไม่ใช่ เพราะคูปองที่ว่าไม่ได้เกี่ยวกับแต้มที่มีเลย

ปัจจุบัน ธุรกิจค้าปลีกแข่งขันกันสูงมาก ห้างสรรพสินค้ายังต้องมาแข่งกับไฮเปอร์มาร์เก็ต เราจึงมองว่า เมื่อแข่งขันกันสูงมากขณะนี้ การที่จะทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกที่จะไปห้างใดห้างหนึ่งต้องวางแผนให้รัดกุม ผลลัพธ์ที่คาดหวังต้องคุ้มกับเงินที่ลงทุนไป เพราะเมื่อถึงเวลาที่ผู้บริโภคเลือกจะไปห้างไหน เขาก็คำนึงถึงความคุ้มค่าเช่นกัน วันนี้พอหอมปากหอมคอแค่นี้ก่อน วันหลังจะมาแชร์เรื่องเกี่ยวกับโปรโมชั่นของห้างค้าปลีกอีก

แต่โดยสรุป เจ้าคูปอง 4 ใบ มูลค่าน้อยนิด ก็ไม่ได้ถูกซุกไว้ที่ไหน เราโยนลงถังขยะทันที เพราะรู้ตัวดีว่า...เราไม่จำเป็นที่จะใช้มัน

เว็ปไซต์ของคุณคือถังขยะข้อมูลหรือเปล่า

หลายปีมาแล้ว มีโอกาสไปอบรมเรื่อง Web Marketing ที่ทาง Ready Planet จัด นับเป็นการอบรมที่มีหัวข้ออบรมน่าสนใจมาก ผู้ที่เข้าอบรม ถ้าไม่ใช่เจ้าของกิจการ ก็จะเป็นเจ้าหน้าที่ที่ต้องดูแลเว็ปไชต์ ส่วนเราก็เป็นที่ปรึกษาการตลาด สาเหตุที่เข้าอบรมของเราก็เพราะต้องการรวบรัดเรียนรู้จากผู้มากประสบการณ์ มากกว่าจะเสียเวลาอ่านจากหนังสือ อบรมมาแล้ว ถ้าอยากรู้เรื่องไหนเป็นพิเศษ ก็หาซื้อหนังสืออ่านเพิ่มเติม

แม้ว่าจะทำการตลาดมาเยอะ จากการอบรมครั้งนั้น สิ่งที่หลงลืมไปบ้างก็กลับมาเห็นภาพชัดเจนอีกครั้ง อีกทั้งได้เห็นว่า ผู้เข้าอบรมซึ่งส่วนใหญ่น่าจะไม่ใช่นักการตลาด และอาจจะตกหลุมพรางของตัวเองในแง่การนำเสนอข้อมูลที่มากเกินไป มากไปก็ทำให้ความน่าสนใจน้อยลง ถ้าเริ่มต้นวางแผนข้อมูลในเว็ปไซต์ไว้ให้ดีแต่แรก นอกจากมีชัยไปกว่าครึ่ง ยังเป็นเครื่องมือในการสร้างธุรกิจโดยไม่ต้องทำการโฆษณาเพิ่มเติม นึกถึงตัวเราเวลาท่องเว็ปต่างๆ อำนาจอยู่ที่ปลายนิ้ว คลิ๊กไปได้เรื่อยๆ มีรูปให้ดูก็ชอบ ข้อมูลบทความยาวๆ ก็อาจจะอ่านเพียงต้นและท้าย รู้สึกน่าเบื่อก็ไป google ใหม่ ถ้าเราสู้อุตสาห์ทำ SEO ซะอย่างดี เพิ่มจำนวนคนเยี่ยมชมเว็ปได้มากขึ้น แต่ข้อมูลไม่ได้ถูกคัดกรอง สร้างสรรค์ นำเสนอจุดขายของบริษัทไม่ได้ดีพอที่ปลุกเร้าความสนใจ เท่ากับว่าโอกาสปิดการขายยังรอให้ถูกพัฒนาขึ้น ถ้าคนเข้าชมเว็ป 10 คน สนใจ 1 คน ทำอย่างไรที่ 10 คนนั้น ต้องสนใจมากกว่า 1 ถ้าไม่ทำอะไรเลย ผลลัพท์ก็ยังคงเดิม ถ้าจะหวังว่าทุกอย่างจะค่อยๆ ดีขึ้น อ้างเหตุผลร้อยแปด เท่ากับไม่ได้วิเคราะห์ปัญหาให้ดี

มีเว็ปไซต์หนึ่งที่เราเคยช่วยเพื่อนสร้างไว้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ตอนนั้นก็ใช้บริการของ readyplanet เพราะง่ายขึ้นเว็ปได้เร็ว ขณะนั้นเราให้ความสำคัญของเนื้อหาและใช้เวลากับการสร้างข้อมูลที่เป็นจุดขายให้กับสินค้ามากกว่า รวมไปถึงการพัฒนาบทความที่เหมาะสม เพื่อให้เว็ปนั้นดูน่าเชื่อถือมากขึ้น ลืมบอกไป เว็ปนั้น นอกใช้เป็นแหล่งให้ข่าวสารแก่ผู้บริโภคแล้ว ยังช่วยในการสร้างฐานตัวแทนจำหน่ายอีกด้วย หลังจากปีแรก เราก็ไม่ได้ทำต่อ เพราะไม่ใช่งานที่เราถนัดในเรื่องการดูแลเว็ปไซต์ ก็ให้คนที่เขาถนัดทำต่อ เชื่อไหม เราเข้าไปเว็ปเพื่อนเรา 5 ปีให้หลัง จากปีแรกที่มีตัวแทนไม่ถึง 20 วันนี้ มีเกือบ 200 แล้ว เราลองเคาะเป็นมูลค่าเงินเพื่อเข้าเป็นตัวแทนก็ปาไปกว่า 20 ล้านแล้วมั๊ง ไม่รวมถึงค่าซื้อน้ำยารายเดือนที่ต้องซื้อกับเพื่อนเราเท่านั้น (แนวผูกมัดรักกันไปจนตายไปข้างหนึ่ง) ปีๆ หนึ่งก็น่าจะมากกว่า 20 ล้านบาท เราว่ากำไรตรงน้ำยานี้มหาศาล 5 ปีผ่านไป ธุรกิจเติบโตหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ข้อมูลในเว็ปไซต์ บทความต่างๆ ที่เราเขียนไว้ยังคงอยู่ มีเพิ่มเติมเนื้อหาใหม่ๆ บ้าง ดูแล้วไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์

ทีนี้ เจ้าของธุรกิจต้องกลับมาวิเคราะห์กันใหม่แล้วว่าอะไรควรมีในเว็ปเพจแต่ละหน้า ข้อมูลอะไร และนำเสนออย่างไร ในบทบาทของนักพัฒนาเว็ปต้องสวมวิญญานนักการตลาดเข้าไปด้วย ข้อมูลที่มากไปอาจกลายเป็นขยะในสายตาของผู้ท่องเว็ป 5 ปีผ่านไป คนที่ช่วยสร้างเว็ปไซต์ให้คุณ อาจจะไม่ได้ทำงานให้คุณแล้วก็ได้

คำถามก็คือ วันนี้คุณจะต้องทำอย่างไรให้เว็ปไซต์ของคุณต่อยอดธุรกิจให้ได้มากที่สุด ไม่กลายเป็นขยะในโลกออนไลน์จนทำให้จุดขายของบริษัทคุณเลือนหายไป.... นั่นสินะ

ถนนที่เลือกเดิน 9 บทเรียนที่ต้องลุย

หลายคนที่โพสต์ถาม สนใจในอาชีพที่ปรึกษาการตลาด ในฐานะรุ่นพี่สายอาชีพนี้ รู้สึกดีใจที่เห็นคนรุ่นใหม่สนใจทำอย่างเรา อยากเห็นทุกคนได้ทำและทำได้อย่างที่หวัง ถนนสายนี้ คนนอกมองดูสวยหรูสดใส เบื้องหลัง แต่ละคนต้องผ่านอะไรกันมาบ้าง ไม่มีโรงเรียนสอน เริ่มต้นอาจตั้งใจไว้อย่างหนึ่ง แต่ทางที่ก้าวเดิน อาจทำให้เราพบกับหลายสิ่งที่ไม่คาดฝัน พบทั้งโอกาส เจอทั้งวิกฤต สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมที่ปรึกษาแต่คน โค้ชแต่ละคนให้โดดเด่น

สำหรับพี่นะ...ยากที่จะบอกว่าตั้งใจหรือวางแผนไว้ เรียนจบวารสาร ธรรมศาสตร์ เอกภาพยนตร์ วิชาที่เรียนเน้นในเรื่องพัฒนาความคิด การสร้างสรรค์งาน...ช่างเป็นการเลือกคณะที่บังเอิญจำเป็นสำหรับปัจจุบัน แต่ในตอนนั้นเลือกเพราะแค่...ชอบ จบมาก็ไม่คิดว่าตัวเองจะทำการตลาดได้ หรือแม้กระทั่งขายของได้ ด้วยความไม่ตั้งใจ แต่อยากมีงานมีเงิน ก็เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้านประชาสัมพันธ์ ต่อมาดิ้นรนมาทำงานด้านขาย แล้วก็ถูกชักชวนไปทำด้านการตลาด จากที่สมัยจบใหม่คิดว่าตัวเองทำไม่ได้ กลับกลายเป็นว่าทำได้ถนัดกว่าสายงานที่อุตสาห์ร่ำเรียนมา บทเรียนที่หนี่ง อย่าสรุปว่าทำไม่ได้จนกว่าลงมือทำ อย่าตัดสินศักยภาพของเราในชั่วข้ามคืน




เมื่อก่อนจะคิดว่าตัวเราผิดปกติหรือเปล่า เข้าไปทำงานไม่นาน หลายคนก็จะพูดเสียงเดียวกันว่าเหมือนทำมาแล้วหลายปี ทุกอย่างดูเหมือนง่าย เข้าใจง่ายไปหมด แต่ไม่ชอบหยุดอยู่กับที่ไหนที่หนึงนานๆ รู้สึกว่าถ้าไม่มีอะไรให้เรียนรู้ต่อ ก็อยากหาโอกาสใหม่ๆเข้ามาในชีวิต ชีวิตการทำงานจึงสั่งสมประสบการณ์หลายแขนง เมื่อก่อนไม่เคยคิดถึงคุณค่าของประสบการณ์เหล่านั้น เพราะมัวแต่คิดว่า เราจะเติบโตในหน้าที่การงานได้อย่างถ้าเราไม่เหมือนคนอื่น เวลาผ่านไป ประสบการณ์เหล่านั้นสร้างคน สร้างคุณสมบัติที่โดดเด่น สร้างโอกาสถ้ารู้จักคว้าไว้ในมือ บทเรียนบทที่สอง อย่าหยุดนิ่งที่จะเรียนรู้ แม้กระทั่งวันที่คิดว่ารู้ทุกอย่าง

พี่ชอบพูดเรื่องยากๆ ให้ฟังเป็นเรื่องง่ายๆ ทุกอย่างมีทางเลือกทั้งนั้น มักบอกลูกค้าเสมอๆ แต่ว่าจะเป็นทางเลือกที่สวยมากหรือสวยน้อยเท่านั้นแหละ ขายไอเดีย ขายยากกว่าขายสินค้า เพราะไม่มีอะไรให้จับต้อง มีแต่กระดาษ กับข้อความรูปภาพ การขายไอเดียผ่านมักมาจากการที่ลูกค้าเชื่อมั่นในตัวคนขายฝันนั้นต่างหาก คำว่าขายฝันอาจแรงไปบ้าง อาจตีความคล้ายกับการหลอกลวง แต่ในความจริง ไม่ว่าจะเรียกแบบไหน ก็ไม่สำคัญจริงไหม บทเรียนที่สาม ชื่อเสียง เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ถูกวางเดิมพันบนเวทีขายฝัน

หลายคนบอกว่า....การจะประสบความสำเร็จต้องรักในสิ่งที่ทำ แต่ถ้ามันไม่แฮ้ปปี้ จะหลอกตัวเองไปได้แค่ไหน จะมีกี่คนโชคดีที่ได้ทำในสิ่งที่รัก สิ่งที่ถนัด สิ่งที่ใฝ่ฝันมานาน เราจะเป็นหนึ่งกลุ่มไหนหละ หลายครั้งที่ล้มเหลวก็มาจากความผิดพลาดของตัวเอง ทุกอย่างในชีวิตมันไม่แน่นอน มีขึ้น มีลง สิ่งที่สำคัญคือจะใช้ชีวิตแบบไหนเมื่อขาขึ้น และจะปรับแผนการใช้ชีวิตแบบไหนเมื่อขาลง ถ้าโอกาสหมายถึง การได้ทำในสิ่งที่เป็นบวก มากกว่าลบ เราได้ใช้โอกาสที่มีเต็มที่แล้วหรือยัง บทเรียนที่สี่ โอกาสให้ได้ทั้งความสำเร็จ และความล้มเหลว ขึ้นอยู่กับการกระทำของเราว่าจะให้เกิดแบบไหน

หลายครั้ง ดูคนอื่นแล้วอยากเป็นแบบเขา การมีไอดอลในใจเป็นสิ่งที่ดี แต่ในที่สุด ก็ต้องสร้างตัวตนของเราเองขึ้นมา จะเรียกว่าสร้าง personal branding ก็ได้นะ แต่การสร้างตัวตนให้สำเร็จ มันเกิดไม่สำเร็จภายในเวลารวดเร็วหรอกนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราไม่เชี่ยวชาญอะไรสักเรื่อง เริ่มต้น...เราอาจยึดตามแบบไอดอล แต่ในที่สุด ต้องเลือกทางเองว่าจะเชี่ยวชาญเรื่องอะไร บทเรียนที่ห้า ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกเรื่องถึงจะเป็นที่ยอมรับ แต่ต้องสามารถจุดประกายให้กับหลายๆคนในเรื่องที่เราเลือกที่จะเชี่ยวชาญ

ยุคนี้ รู้แต่ทฤษฏีไม่พอ ต้องเก่งด้านปฏิบัติด้วย ไม่เพียงแต่ต้องวางแผน ต้องเคยนำเอาแผนนั้นไปปฏิบัติจริง วิเคราะห์ ประเมินผลเป็นระยะๆ ยิ่งปฏิบัติมาก ยิ่งมีความคล่องตัวในการพัฒนาความคิดและการประยุกต์ใช้ เวลาคุยกับลูกค้าจะเน้นแนวทางปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี เพราะเชื่อว่าจะทำให้ลูกค้าเข้าใจและมั่นใจได้มากกว่า บทเรียนที่หก ทฤษฎีเป็นการปูแนวทางในการพัฒนาความคิด ปฏิบัติเป็นการนำเอาทฤษฎีไปประยุกต์และปรับใช้ให้เข้ากับแต่ละสถานการณ์ 

ที่สำคัญ...ลูกค้าต้องมั่นใจว่าที่ปรึกษาที่เขาจ้างต้องมอบสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้ ถ้าให้โจทย์ที่เกี่ยวกับการขยายตลาด แต่ที่ปรึกษากลับมาหาเขาพร้อมกับโครงงานที่ต้องปรับปรุงพัฒนาระบบการทำงานภายในองค์กร การพัฒนาด้านการตลาดมีเพียง 5% ของเนื้อหา ไม่ต้องเดา ลูกค้าไม่ซื้อที่ปรึกษานั้นแน่นอน บทเรียนที่เจ็ด บางครั้งสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังก็ไม่ใช่สิ่งที่ที่ปรึกษาคาดหวัง แล้วความคาดหวังของใครสำคัญกว่ากัน

หลังจากเขียนโครงงานเสร็จเรียบร้อย ก็นำไปพรีเซ้นต์ให้ลูกค้า ถามมาตอบไป แชร์ประสบการณ์ ตั้งข้อสังเกต ความคิดต้องแล่นอยู่ตลอดเวลา ทุกคำถามต้องมีคำตอบ และต้องเป็นคำตอบแนวเพิ่มมูลค่า ชั่วโมงบินเข้ามามีส่วนที่จะทำให้เราสอบผ่านหรือสอบตกในสายตาลูกค้า อะไรเป็นตัวชี้วัดความสามารถของที่ปรึกษา  บทเรียนที่แปด ความสำเร็จของงานที่ผ่านมาไม่เพียงพอ ความพอใจของลูกค้าที่มีต่อที่ปรึกษาในการแก้ไขสถานการณ์....อาจสำคัญกว่า

ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลง เวลาเปลี่ยนไป ทุกอย่างรอบตัวเปลี่ยน แต่เรายังพูดคำเดิมๆ มันไม่ใช่แล้ว พฤติกรรมผู้บริโภค ความพึงพอใจ ความคาดหวัง สามารถเปลี่ยนได้ เราจึงต้องวิ่งให้ทันการเปลี่ยนแปลง เก่งเรื่องงานอย่างเดียวไม่พอ ต้องเก่งเรื่องชีวิต ถึงจะเข้าใจและตามทันความเปลี่ยนแปลงของคน บทเรียนที่เก้า อย่าเอาอดีตมาวางกรอบในการแก้ไขปัญหาให้ลูกค้า นอกจากจะไม่ช่วยแก้ไขสถานการณ์ กลับเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างไร้ค่า

สิ่งที่อยากจะฝากน้องๆ ที่สนใจในอาชีพที่ปรึกษาก็คือ อย่ากลัวที่จะล้มเหลว แต่จงกลัวที่จะหยุดอยู่กับที่ จงเลือกทำในสิ่งที่คิดว่าเหมาะกับตัวเรา แต่ถ้าเวลาผ่านไประยะหนึ่งแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวเรา ก็เลิกซะ ไม่ต้องดันทุรังต่อ หาโอกาสใหม่ๆ ต่อไป ประสบการณ์ชีวิตของใคร คนนั้นต้องสะสมเอาเอง แต่เชื่อไหมว่า สิ่งเล็กๆ ที่บางคนมักจะดูแคลนว่าไร้ค่า กลับให้คุณค่าแก่ชีวิตในภายหลัง

ดังนั้น จงอย่าตัดสินทุกอย่างเพียงแค่...วันนี้

จุดขาย....สร้างให้เจ๋ง เห็นแล้วโดน

ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องจุดขายมาตั้งนานแล้ว แต่ก็เพิ่งจะมีโอกาสนี่แหละ การตลาดแบบไร้จุดขายทำได้ไหม ก็พอได้นะ เพราะหลายๆ ที่ก็ทำกันอยู่ ตราบใดที่ขายได้ หลายท่านก็ไม่ได้ห่วงเรื่องนี้ บางท่านต้องการเพิ่มยอดขาย เพิ่มช่องทางจำหน่ายอย่างเดียว คิดว่าจุดขายดีอยู่แล้ว คุยไปซักมา ก็เริ่มไม่มั่นใจว่า จุดขายที่คิดว่ามีนั้น ใช่จุดขายจริงเหรอเปล่า แล้วลูกค้าที่ซื้อสินค้าไปคิดอย่างที่เราคิดด้วยหรือเปล่า
จะวางแผนการตลาดทั้งที่ ต้องผ่านด่านนี้ให้ได้ก่อน โดยส่วนตัว ชอบคิดๆ เขียนๆ ก็มักจะสนุกกับการหาแนวทางวางจุดขายให้ลูกค้า เคสล่าสุดที่เจอ ลูกค้าบอกว่า ผมคิดมากว่า 3 ปี แล้ว ก็ไม่มีคำตอบ แต่เรากลับให้คำตอบได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง อย่าเข้าใจผิด เราไม่ใช่ผู้วิเศษ เรื่องจริงมีอยู่ว่า ลูกค้าส่วนใหญ่รู้อยู่ว่า จุดขายของเขาอยู่ที่ไหน แต่ปัญหาที่มันเกิดขึ้น ก็คือ จะให้นำหนักที่จุดขายไหน และสื่อเจ้าจุดขายเหล่านั้นออกมาให้โดดเด่น โดนใจ ต่างหากหล่ะ งานนี้บรรดามือฉมังด้านก๊อปปี้ไรท์เตอร์เก่งๆ จึงได้แจ้งเกิด


90% ของลูกค้าเราจะมีปัญหาเรื่องจุดขาย แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก ไม่มีจุดขาย ไม่มีการสื่อออกมา สืบทอดธุรกิจกันมา แรกๆ ก็โอเคดี แต่เดี๋ยวนี้ คู่แข่งเยอะขึ้น ตลาดโตขึ้น แต่ทำไมยอดขายเราไม่โตตาม กลุ่มที่ 2 มีจุดขายแต่รู้อยู่คนเดียว คือทำธุรกิจมาก็ไม่เคยที่จะแตกแถวไปจากอุดมการณ์ของตน คิดว่าลูกค้าก็น่าจะรู้ว่าเรามีดีอะไรเหมือนกันบ้างหล่ะ กลุ่มที่ 3 จุดขายมีอยู่แล้ว แต่ไม่ชัดเจน หรืออาจจะยังไม่โดนเท่าไหร่ ลูกค้าก็รู้จักอยู่ ซื้อสินค้ากันอยู่ แต่ก็เปลี่ยนไปซื้อเจ้าอื่นได้ สลับไปมา เพราะเขาดูเราก็เหมือนกับคนอื่น (คู่แข่ง)

การสร้างจุดขายให้ชัดเจน และสื่อออกมาให้เด่น โดน ช่วยให้เราแตกต่างจากคู่แข่งได้ ที่สำคัญ ลูกค้าจะรู้จักและจดจำในทิศทางที่เราอยากให้เป็น กระบวนการวางแผนสื่อสารการตลาดก็ง่ายขึ้น แนวทางการออกแบบก็ชัดเจนขึ้น ภาพลักษณ์ถูกพัฒนาและตอกย้ำอย่างมีแบบแผน อย่างนี้สิ ถึงจะเรียกเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เหมือนเรา เป็นนักการตลาดมานาน วันนึงอยากปรับปรุงเว็ปไซต์ให้ช่วยพรีเซ้นต์ตัวเอง ก็ต้องมานั่งคิดว่าเราคือใคร จะขายอะไร กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร และจะสื่อสารกันในแนวทางไหน ตีโจทย์ให้แตกก่อนแล้วค่อยลงมือทำ ทำไปแล้วก็ต้องคอยปรับปรุงอยู่เรื่อยๆ ต้องขอบคุณทุกคำชมของลูกค้า ซึ่งช่วยให้ทีมงานหายเหนื่อย แต่ก็เล่นเอาเราเหนื่อยตรงที่คู่แข่งหลายรายโทรมาสอบถามบ้าง ขอราคาบ้าง ขอทราบวิธีการทำงานบ้าง แหม...ไม่อยากจะบอกว่ารู้ทัน แก่จนปูนนี้แล้วย่อมรู้ดีว่าจริงปลอมแยกกันอย่างไร ก็แกล้งให้ข้อมูลบิดเบือนไปงั้นแหละ ว่ากันไม่ได้นะคะ

ย้อนกลับมาที่จุดขาย กุญแจที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการนำเสนอจุดขายคืออะไร..... เวลาที่ช่วยลูกค้าวางแผนการตลาด ถ้าถามลูกค้าว่าอะไรคือจุดขาย คำตอบส่วนใหญ่จะไม่พ้น คุณภาพ บริการ ราคา วนเวียนอยู่แถวนี้แหละ ก็ถือว่าเริ่มต้นได้ดี แต่ที่อยากจะเน้นกันตรงนี้ และทุกท่านที่อ่านสามารถนำแนวคิดไปปรับใช้ได้เลยก็คือ โดยปกติเมื่อเราคิดถึงจุดขาย เรามักเริ่มที่เราเป็นใคร ทำอะไร มากกว่าที่จะคิดว่าสิ่งที่เราทำตอบสนองความต้องการของลูกค้าตรงไหน เห็นมั๊ย มุมมองต่างแบบ มอบผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน เมื่อลูกค้าตัดสินใจซื้อ ส่วนใหญ่เขาซื้อเพราะว่าสินค้านั้น หรือบริการนั้น ตอบสนองเขาได้ตรงไหน สิ่งไหนที่ต้องการมากที่สุด รองลงมาคืออะไร เขาอาจสนน้อยกว่าหรือไม่สนเลยว่าคุณคือใคร โดยทั่วไป สิ่งที่ลูกค้ามองหา คุณและคู่แข่งสามารถตอบสนองได้พอๆกัน แต่ถ้าคุณสามารถนำเสนอจุดขายของคุณที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ เท่านี้ คุณก็แตกต่าง และลูกค้าจะรู้จักคุณในฐานะใหม่ ฐานะที่คุณอยากให้เขาเชื่อ และเมื่อเขาเชื่อ..........

ตัวอย่างมีเยอะล้อมรอบตัวเรา ใช้เวลาพิจารณา ฟังเสียงในหัวว่าเราเชื่ออันไหน ไม่เชื่ออันไหน คุณก็เข้าใจได้เลยว่าทำไมธุรกิจแต่ละธุรกิจถึงประสบความสำเร็จมากน้อยต่างกัน ถ้าคุณพิจารณาธุรกิจคุณและจุดขายที่คุณคิดว่าใช่ จากนั้น ลองคิดว่าถ้าคุณเป็นลูกค้า คุณเชื่อจุดขายนั้นขนาดไหน ถ้าคำตอบตรงกันข้ามกับสิ่งที่หวัง ก็แก้ไขซะ อย่าแก้ตัว หรือหวังฟ้าฝนจะมาเป็นใจให้ภายหลัง
มีจุดขายดีๆ สโลแกนโดนๆ สร้างให้เจ๋ง เห็นแล้วโดน แค่คิด...ก็สนุกแล้ว