10 กันยายน 2557

ถนนที่เลือกเดิน 9 บทเรียนที่ต้องลุย

หลายคนที่โพสต์ถาม สนใจในอาชีพที่ปรึกษาการตลาด ในฐานะรุ่นพี่สายอาชีพนี้ รู้สึกดีใจที่เห็นคนรุ่นใหม่สนใจทำอย่างเรา อยากเห็นทุกคนได้ทำและทำได้อย่างที่หวัง ถนนสายนี้ คนนอกมองดูสวยหรูสดใส เบื้องหลัง แต่ละคนต้องผ่านอะไรกันมาบ้าง ไม่มีโรงเรียนสอน เริ่มต้นอาจตั้งใจไว้อย่างหนึ่ง แต่ทางที่ก้าวเดิน อาจทำให้เราพบกับหลายสิ่งที่ไม่คาดฝัน พบทั้งโอกาส เจอทั้งวิกฤต สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมที่ปรึกษาแต่คน โค้ชแต่ละคนให้โดดเด่น

สำหรับพี่นะ...ยากที่จะบอกว่าตั้งใจหรือวางแผนไว้ เรียนจบวารสาร ธรรมศาสตร์ เอกภาพยนตร์ วิชาที่เรียนเน้นในเรื่องพัฒนาความคิด การสร้างสรรค์งาน...ช่างเป็นการเลือกคณะที่บังเอิญจำเป็นสำหรับปัจจุบัน แต่ในตอนนั้นเลือกเพราะแค่...ชอบ จบมาก็ไม่คิดว่าตัวเองจะทำการตลาดได้ หรือแม้กระทั่งขายของได้ ด้วยความไม่ตั้งใจ แต่อยากมีงานมีเงิน ก็เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้านประชาสัมพันธ์ ต่อมาดิ้นรนมาทำงานด้านขาย แล้วก็ถูกชักชวนไปทำด้านการตลาด จากที่สมัยจบใหม่คิดว่าตัวเองทำไม่ได้ กลับกลายเป็นว่าทำได้ถนัดกว่าสายงานที่อุตสาห์ร่ำเรียนมา บทเรียนที่หนี่ง อย่าสรุปว่าทำไม่ได้จนกว่าลงมือทำ อย่าตัดสินศักยภาพของเราในชั่วข้ามคืน




เมื่อก่อนจะคิดว่าตัวเราผิดปกติหรือเปล่า เข้าไปทำงานไม่นาน หลายคนก็จะพูดเสียงเดียวกันว่าเหมือนทำมาแล้วหลายปี ทุกอย่างดูเหมือนง่าย เข้าใจง่ายไปหมด แต่ไม่ชอบหยุดอยู่กับที่ไหนที่หนึงนานๆ รู้สึกว่าถ้าไม่มีอะไรให้เรียนรู้ต่อ ก็อยากหาโอกาสใหม่ๆเข้ามาในชีวิต ชีวิตการทำงานจึงสั่งสมประสบการณ์หลายแขนง เมื่อก่อนไม่เคยคิดถึงคุณค่าของประสบการณ์เหล่านั้น เพราะมัวแต่คิดว่า เราจะเติบโตในหน้าที่การงานได้อย่างถ้าเราไม่เหมือนคนอื่น เวลาผ่านไป ประสบการณ์เหล่านั้นสร้างคน สร้างคุณสมบัติที่โดดเด่น สร้างโอกาสถ้ารู้จักคว้าไว้ในมือ บทเรียนบทที่สอง อย่าหยุดนิ่งที่จะเรียนรู้ แม้กระทั่งวันที่คิดว่ารู้ทุกอย่าง

พี่ชอบพูดเรื่องยากๆ ให้ฟังเป็นเรื่องง่ายๆ ทุกอย่างมีทางเลือกทั้งนั้น มักบอกลูกค้าเสมอๆ แต่ว่าจะเป็นทางเลือกที่สวยมากหรือสวยน้อยเท่านั้นแหละ ขายไอเดีย ขายยากกว่าขายสินค้า เพราะไม่มีอะไรให้จับต้อง มีแต่กระดาษ กับข้อความรูปภาพ การขายไอเดียผ่านมักมาจากการที่ลูกค้าเชื่อมั่นในตัวคนขายฝันนั้นต่างหาก คำว่าขายฝันอาจแรงไปบ้าง อาจตีความคล้ายกับการหลอกลวง แต่ในความจริง ไม่ว่าจะเรียกแบบไหน ก็ไม่สำคัญจริงไหม บทเรียนที่สาม ชื่อเสียง เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ถูกวางเดิมพันบนเวทีขายฝัน

หลายคนบอกว่า....การจะประสบความสำเร็จต้องรักในสิ่งที่ทำ แต่ถ้ามันไม่แฮ้ปปี้ จะหลอกตัวเองไปได้แค่ไหน จะมีกี่คนโชคดีที่ได้ทำในสิ่งที่รัก สิ่งที่ถนัด สิ่งที่ใฝ่ฝันมานาน เราจะเป็นหนึ่งกลุ่มไหนหละ หลายครั้งที่ล้มเหลวก็มาจากความผิดพลาดของตัวเอง ทุกอย่างในชีวิตมันไม่แน่นอน มีขึ้น มีลง สิ่งที่สำคัญคือจะใช้ชีวิตแบบไหนเมื่อขาขึ้น และจะปรับแผนการใช้ชีวิตแบบไหนเมื่อขาลง ถ้าโอกาสหมายถึง การได้ทำในสิ่งที่เป็นบวก มากกว่าลบ เราได้ใช้โอกาสที่มีเต็มที่แล้วหรือยัง บทเรียนที่สี่ โอกาสให้ได้ทั้งความสำเร็จ และความล้มเหลว ขึ้นอยู่กับการกระทำของเราว่าจะให้เกิดแบบไหน

หลายครั้ง ดูคนอื่นแล้วอยากเป็นแบบเขา การมีไอดอลในใจเป็นสิ่งที่ดี แต่ในที่สุด ก็ต้องสร้างตัวตนของเราเองขึ้นมา จะเรียกว่าสร้าง personal branding ก็ได้นะ แต่การสร้างตัวตนให้สำเร็จ มันเกิดไม่สำเร็จภายในเวลารวดเร็วหรอกนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราไม่เชี่ยวชาญอะไรสักเรื่อง เริ่มต้น...เราอาจยึดตามแบบไอดอล แต่ในที่สุด ต้องเลือกทางเองว่าจะเชี่ยวชาญเรื่องอะไร บทเรียนที่ห้า ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกเรื่องถึงจะเป็นที่ยอมรับ แต่ต้องสามารถจุดประกายให้กับหลายๆคนในเรื่องที่เราเลือกที่จะเชี่ยวชาญ

ยุคนี้ รู้แต่ทฤษฏีไม่พอ ต้องเก่งด้านปฏิบัติด้วย ไม่เพียงแต่ต้องวางแผน ต้องเคยนำเอาแผนนั้นไปปฏิบัติจริง วิเคราะห์ ประเมินผลเป็นระยะๆ ยิ่งปฏิบัติมาก ยิ่งมีความคล่องตัวในการพัฒนาความคิดและการประยุกต์ใช้ เวลาคุยกับลูกค้าจะเน้นแนวทางปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี เพราะเชื่อว่าจะทำให้ลูกค้าเข้าใจและมั่นใจได้มากกว่า บทเรียนที่หก ทฤษฎีเป็นการปูแนวทางในการพัฒนาความคิด ปฏิบัติเป็นการนำเอาทฤษฎีไปประยุกต์และปรับใช้ให้เข้ากับแต่ละสถานการณ์ 

ที่สำคัญ...ลูกค้าต้องมั่นใจว่าที่ปรึกษาที่เขาจ้างต้องมอบสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้ ถ้าให้โจทย์ที่เกี่ยวกับการขยายตลาด แต่ที่ปรึกษากลับมาหาเขาพร้อมกับโครงงานที่ต้องปรับปรุงพัฒนาระบบการทำงานภายในองค์กร การพัฒนาด้านการตลาดมีเพียง 5% ของเนื้อหา ไม่ต้องเดา ลูกค้าไม่ซื้อที่ปรึกษานั้นแน่นอน บทเรียนที่เจ็ด บางครั้งสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังก็ไม่ใช่สิ่งที่ที่ปรึกษาคาดหวัง แล้วความคาดหวังของใครสำคัญกว่ากัน

หลังจากเขียนโครงงานเสร็จเรียบร้อย ก็นำไปพรีเซ้นต์ให้ลูกค้า ถามมาตอบไป แชร์ประสบการณ์ ตั้งข้อสังเกต ความคิดต้องแล่นอยู่ตลอดเวลา ทุกคำถามต้องมีคำตอบ และต้องเป็นคำตอบแนวเพิ่มมูลค่า ชั่วโมงบินเข้ามามีส่วนที่จะทำให้เราสอบผ่านหรือสอบตกในสายตาลูกค้า อะไรเป็นตัวชี้วัดความสามารถของที่ปรึกษา  บทเรียนที่แปด ความสำเร็จของงานที่ผ่านมาไม่เพียงพอ ความพอใจของลูกค้าที่มีต่อที่ปรึกษาในการแก้ไขสถานการณ์....อาจสำคัญกว่า

ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลง เวลาเปลี่ยนไป ทุกอย่างรอบตัวเปลี่ยน แต่เรายังพูดคำเดิมๆ มันไม่ใช่แล้ว พฤติกรรมผู้บริโภค ความพึงพอใจ ความคาดหวัง สามารถเปลี่ยนได้ เราจึงต้องวิ่งให้ทันการเปลี่ยนแปลง เก่งเรื่องงานอย่างเดียวไม่พอ ต้องเก่งเรื่องชีวิต ถึงจะเข้าใจและตามทันความเปลี่ยนแปลงของคน บทเรียนที่เก้า อย่าเอาอดีตมาวางกรอบในการแก้ไขปัญหาให้ลูกค้า นอกจากจะไม่ช่วยแก้ไขสถานการณ์ กลับเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างไร้ค่า

สิ่งที่อยากจะฝากน้องๆ ที่สนใจในอาชีพที่ปรึกษาก็คือ อย่ากลัวที่จะล้มเหลว แต่จงกลัวที่จะหยุดอยู่กับที่ จงเลือกทำในสิ่งที่คิดว่าเหมาะกับตัวเรา แต่ถ้าเวลาผ่านไประยะหนึ่งแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวเรา ก็เลิกซะ ไม่ต้องดันทุรังต่อ หาโอกาสใหม่ๆ ต่อไป ประสบการณ์ชีวิตของใคร คนนั้นต้องสะสมเอาเอง แต่เชื่อไหมว่า สิ่งเล็กๆ ที่บางคนมักจะดูแคลนว่าไร้ค่า กลับให้คุณค่าแก่ชีวิตในภายหลัง

ดังนั้น จงอย่าตัดสินทุกอย่างเพียงแค่...วันนี้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น