28 กุมภาพันธ์ 2558

วิเคราะห์เพื่อวางแผน สร้างภาพเพื่อนำเสนอ

เจ้าของแบรนด์รุ่นใหม่ต้องมี 2 คาแรคเตอร์ เป็นทั้งนักวิเคราะห์และนักสร้างภาพ วิเคราะห์ (ศาสตร์) เพื่อนำข้อมูลมาใช้วางแผน จากนั้นแปรสภาพแผนงานเพื่อสื่อสารกับลูกค้าเป้าหมายผ่านการสร้างภาพ (ศิลป์) ถ้าวิเคราะห์เก่ง แต่สร้างภาพไม่เป็น ลูกค้าจะรับรู้ในสิ่งที่เจ้าของแบรนด์อยากบอกได้อย่างไร แต่วิเคราะห์ไม่เก่ง สร้างภาพดีเป็นเลิศ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีภาษีดีกว่าเคสแรก เพราะสิ่งที่สร้างภาพออกไปอาจไม่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเป้าหมาย เรียกง่ายๆ สวยแต่ไร้ประโยชน์ แบรนด์ก็ไม่ถูกสร้าง
ทำไงดีหล่ะ...งานยุ่งล้นมือ ยังจะมาแนะนำให้วิเคราะห์ ให้สร้างภาพอีก แหม๊...แหม...อย่าเพิ่งบ่นนะจ๊ะ ที่บอกว่าจะต้องมีคาแรคเตอร์อย่างนั้นอย่างนี้ ก็เพื่อจะให้เข้าใจว่า ถ้าหากงานล้นมือ หรือ งานสร้างแบรนด์เป็นเรื่องที่เกินกำลังความสามารถจริงๆ และจำเป็นต้องพึ่งหาตัวช่วย ก็จะได้รู้แต่เนิ่นๆเลยว่า ตัวช่วยต้องมี 2 คาแรคเตอร์นี้ จึงจะเรียกว่าตัวช่วยอย่างแท้จริง ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นช่วยซ้ำเติมทันที 555
ธุรกิจต้องผจญกับปัญหาอยู่ตลอด พี่จึงแนะนำแนวทาง เจ้าของแบรนด์จะได้ไม่ต้องลองผิดถูกเอง จะได้ใช้ความสามารถทักษะที่มีได้เต็มที่ หรือถ้าต้องพึ่งตัวช่วย ก็จะสามารถสกรีนก่อนได้ว่า เขาคนนั้น เธอคนนั้น จะสานฝันให้เป็นจริงได้หรือเปล่า
โพสต์นี้เป็นเนื้อหาส่วนเล็กๆจากหนังสือ สร้างแบรนด์ได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งโปร ที่พี่เขียนเอง พิมพ์เอง และเปิดสั่งจองอยู่ตอนนี้ อ่านจบ เดินหน้าลุยสร้างแบรนด์ได้อย่างมั่นใจขึ้น อ๊ะ...อ๊ะ...บางคนถามว่าซื้อหนังสือแล้วอินบ๊อกซ์ปรึกษาปัญหาธุรกิจได้ไหม โถๆๆๆ วันๆพี่ตอบอินบ๊อกซ์น้องๆที่ไม่ได้ซื้อหนังสือด้วยซ้ำจร้า จิตกุศลล้วนๆ แต่ขอให้ถามแบบเจาะจง แต่ถ้าถามกว้างมากๆ เขียน 10 หน้าก็ยังพรรณาไม่จบ แบบนั้นพี่ไม่ขอตอบนะคะ
สำหรับน้องๆที่สนใจมาเรียน แต่ไม่สะดวกมา แนะนำซื้อหนังสือไปอ่านก็ได้ ครอบคลุมทุกเรื่องที่จำเป็นเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ เพราะพอเป็นหนังสือ ทุกอย่างก็ต้องดำเนินเป็นขั้นตอน ถ้ามาเจอกัน ก็สนุกไปอีกแบบนะ แต่จะไม่ครอบคลุมทุกหัวข้อ เพราะคุยไป สอนไป ยกเคสไป นอกเรื่องบ้าง ก็ดีอย่างเสียอย่างนะคะ ซื้อๆไปเถอะ ไม่ต้องชั่งกิโลขาย...แน่นอน 555

26 กุมภาพันธ์ 2558

ไม่วางแผงขายในร้านหนังสือ ไม่อยากถูกตีกรอบ

ทำไมควรอ่านหนังสือเล่มนี้ เชื่อว่าหลายคนก็ตั้งคำถามนี้เหมือนกัน คำตอบง่ายๆสั้นก็คือ เพราะอ่านแล้วคิดออกว่าต้องทำอย่างไรต่อเรื่องสร้างแบรนด์ แต่ความพิเศษของหนังสือนี้ก็คือ ช่วยให้น้องๆที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับการตลาดทำงานได้ง่ายขึ้นต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของแบรนด์ นักออกแบบ นักวางแผนสื่อ บล๊อกเกอร์ นักประชาสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์ต่างก็สามารถนำมุมมองแนวคิดเรื่องสร้างแบรนด์จากหนังสือเล่มนี้ไปใช้ประโยชน์กับงานตัวเองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้องๆที่เรียนด้านการตลาด ซึ่งได้มีโอกาสสะสมความรู้ทางด้านทฤษฎีและลองปฏิบัติจากโปรเจคต่างๆที่อาจารย์มอบหมาย


ทำธุรกิจ อย่าหยุดที่จะพัฒนา สิ่งที่ทำอยู่ อาจถูกก๊อบปี้ในไม่ช้า ก่อนหน้านี้ใครจะเคยคิด หมูย่างข้าวเหนียว ข้าวโพดต้ม เต้าส่วน จะเข้าไปขายใน 7-11 ได้ ใครได้รับผลกระทบจากการขยับตัวของ7-11 ในเมื่อธุรกิจมีความเสี่ยงที่จะถูกก้อปปี้ แทนที่ ต้องเริ่มหาและสะสมมุมมองใหม่ๆมาปรับใช้ในธุรกิจซะนะ....
เมื่อเข้าใจคอนเซ็ปต์และแนวทางการสร้างแบรนด์ การลงปฏิบัติย่อมเป็นเรื่องง่ายขึ้น แบรนด์เกิดขึ้นไม่ได้ด้วยคนๆเดียวหรือทีมงานเดียว ทุกทีมที่เกี่ยวข้องกับการตลาดต้องเข้าใจและรู้จักวิธีที่จะใช้ประโยชน์ของเทคนิคสร้างแบรนด์ไปใช้ในงาน เมื่อทุกส่วนทุกทีมทำงานด้วยพื้นฐานความเข้าใจเดียวกัน สนับสนุนซึ่งกันและกัน ผลสำเร็จย่อมเกิดขึ้นในเวลาที่เร็วกว่าการทำงานแบบต่างคนต่างทำ หรือแม้ว่าต่างคนจะมองที่เป้าหมายเดียวกัน แต่การขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง ย่อมมีผลกระทบต่อภาพรวมของงาน 
สมัยนี้การแข่งขันสูง อย่าเสียเวลาลองผิดลองถูก เพราะเมื่อมีปัญหา เราอาจจะหาทางแก้ไขได้ แต่เวลา เราไม่สามารถเรียกคืนได้ แต่ละธุรกิจมีเงินลงทุนไม่เท่ากัน แต่ทุกธุรกิจมีเวลาในแต่ละวันเท่ากัน ดังนั้น เราจำเป็นต้องใช้เวลาที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด...เพื่อความได้เปรียบกว่าในธุรกิจนั่นเอง



ไม่อยากถูกตีกรอบ ไม่อยากเสียเวลา เขียนเอง ขายเอง เสมือนเป็นหนังสือ OTOP เลย เชื่อว่าต้องมีคนเห็นคุณค่า โดยเฉพาะตนที่ทำงานสายการตลาด ส่วนใหญ่ผู้ที่สั่งหนังสือเป็นผู้ชาย มีธุรกิจเป็นของตนเอง หลายคนที่สั่งซื้อติดตามผลงานเขียนในเฟสบุ๊คมาระยะหนึ่งแล้ว ทำธุรกิจ อย่าหยุดที่จะพัฒนา สิ่งที่ทำอยู่ อาจถูกก๊อบปี้ในไม่ช้า ก่อนหน้านี้ใครจะเคยคิด หมูย่างข้าวเหนียว ข้าวโพดต้ม เต้าส่วน จะเข้าไปขายในร้านสะดวกซื้อได้ ใครได้รับผลกระทบจากการขยับตัวของร้านสะดวกซื้อ ในเมื่อธุรกิจมีความเสี่ยงที่จะถูกก้อปปี้ แทนที่ ต้องเริ่มหาและสะสมมุมมองใหม่ๆ มาปรับใช้ในธุรกิจ
สนใจสั่งซื้อหนังสือ แจ้งทาง อินบ๊อกซ์เพจที่ปรึกษาการตลาด หรือ ทางไลน์  http://line.me/ti/p/%40wazinee ระบุชื่อที่อยู่สำหรับจัดส่ง ส่งหลักฐานชำระเงินค่าหนังสือล่วงหน้า เล่มละ 550 บาท โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย ชื่อบัญชี วาสินี บุณยนิตย์ หมายเลขบัญชี 089-2-62924-4

ขอบคุณทุกท่านที่สนใจหนังสือค่ะ
www.conceptsalliance.com/book.html
#โค้ชสร้างแบรนด์
#sell_your_brand

23 กุมภาพันธ์ 2558

All About Journey!!!

สมัยที่พี่ทำงานอยู่เซ็นทรัลพัฒนา ได้สะดุดกับคำว่า Journey ที่จดจำฝังใจและนำมาใช้ประโยชน์ในการทำงานจนถึงปัจจุบัน ภาษาอังกฤษ Journey แปลว่า...การเดินทาง... แล้วมันเกี่ยวอะไรหล่ะ อย่าเข้าใจผิดคิดว่ามีการฝึกอบรมหัวข้อนี้ในสมัยที่พี่ทำงานอยู่ที่นั่น ไม่ใช่เลย...แต่การสะดุดครั้งนั้น บวกกับประสบการณ์งานการตลาด ตอนนั้น...เห็นเลยว่ามันเป็นหัวใจของธุรกิจศูนย์การค้า



หมายความว่า...เราจะทำอย่างไรให้ JOURNEY ของลูกค้าที่เข้ามาในศูนย์การค้าเหมือนการเติมเต็มช่วงเวลาของชีวิต จากเดิมเฉลี่ยมาครั้งนึงใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ทำอย่างไรจะให้ใช้เวลาในศูนย์การค้านานขึ้นจากเดิม ยิ่งอยู่นาน ยิ่งใช้ตังค์เยอะขึ้น การออกแบบสถานที่ การผสมผสานสินค้า โปรโมชั่น จุดถ่ายรูป มุมนั่งทานขนม สาระพัดนำมาเป็นส่วนประกอบเพือให้ JOURNEY แต่ละครั้งคุ้ม...ทั้งสำหรับผู้มาเยือน และผู้ถูกเยือน

น้องๆคงคิดว่า...แล้วมันเกี่ยวอะไรกับธุรกิจของน้อง ในเมื่อมันคนละเรื่องกับศูนย์การค้า...นี่นา ลองนำมาประยุกต์นะคะ Journey ไม่ใช่แค่การให้ลูกค้าอยู่ในสถานที่ประกอบธุรกิจเรานานขึ้น มันไม่ใช่แค่นั้น ผลลัพธ์ที่คาดหวังจากการขยายระยะเวลาคือ...ยอดขาย...ต่างหาก ลองกลับไปคิดทบทวนกัน ถ้าเรามีร้านกาแฟ ตกแต่งสวยๆ มีมุมนั่งอ่านหนังสือ แต่เราก็ยังขายได้แค่กาแฟ 1 แก้วต่อคนโดยเฉลีย นั่งนานขึ้น มี wifi ด้วย...ดีเลย ทำสาระพัดเพื่อให้ลูกค้านั่งนานๆ แต่ยอดขายก็ไม่เพิ่มขึ้น ไม่ได้สั่งอะไรเพิ่ม บอกได้เลยว่า...ปรับแผนเพิ่มโอกาสการขายใหม่นะคะ

ถ้าไม่ใช่ร้านกาแฟ แต่เป็นธุรกิจประเภทอื่นหล่ะ นำเรื่อง Journey ไปปรับใช้ได้ไหม...ได้ค่ะ...ขอเพียงอย่าหยุดคิด...อย่าหยุดจินตการ แล้วเวลาที่เพิ่มขึ้น...ก็จะหมายถึงยอดขายที่เพิ่มขึ้นเองค่ะ

line: wazinee
www.conceptsalliance.com

www.facebook.com/conceptsalliance

22 กุมภาพันธ์ 2558

ทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ไข แต่จะสวยสดใส...มากน้อยก็แล้วแต่สถานการณ์


เคยมีลูกค้าท่านหนึ่งเดินทางมาอบรมตัวต่อตัวกับเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาด้านการขายที่เผชิญอยู่ ข้อดีไม่ได้อยู่ตรงที่เรียนอะไร แต่อยู่ที่มีคำถามแล้วมาหาคำตอบให้ได้ต่างหาก เรื่องปัญหาตัดราคาเป็นเหตุการณ์ที่ผู้ประกอบการไม่ค่อยอยากเจอ แต่กลุ่มที่ต้องการยอด ต้องการแย่งลูกค้ามักใช้กัน ถ้าคุณเจอสถานการณ์ตัดราคา คุณจะทำอย่างไร...

นั่นสินะ...คำแนะนำไหนน่าจะเวิร์คสุด หลังจากฟังเรื่องราวปัญหา ถามคำถาม ฟังคำตอบ วิเคราะห์สถานการณ์ คู่แข่ง กลุ่มเป้าหมาย แนวทางแก้ไขก็ค่อยชัดเจนขึ้น เราไม่กังวลว่าลูกค้าจะไม่เข้าใจสิ่งที่อธิบาย แต่ที่อดห่วงไม่ได้คือ แนวทางที่วางไว้ จะถูกนำไปใช้แค่ไหนและอย่างไร คำพูดเดิมๆที่คอยบอกทุกคน เราไม่จำเป็นต้องทำถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ แค่เพียง 80% และถูกที่ถูกทางก็พอแล้ว ด้วยความที่ชอบพูดเรื่องการตลาดให้ฟังง่ายๆ เข้าใจง่ายๆ ความขลังจะลดลงหรือเปล่านะ

ผ่านไปประมาณเดือนนึง ลูกค้าคนเดิมส่งข้อความมาขอบคุณสิ่งที่แนะนำ เขาบอกว่าได้วางกลยุทธ์ใหม่หมด และกระแสความเชื่อมั่นลูกค้าเริ่มกลับมา ภาพที่เคยดูแย่ในสายตาลูกค้า ถูกลบเลือนด้วยภาพที่ดีกว่า แน่นอนเหลือเกิน...สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลต่อยอดขาย ความจริงสิ่งที่พูดไปก็ไม่ใช่เรื่องอะไรที่ใหม่ หลายสิ่งหลายอย่างลูกค้าก็ทำอยู่แล้ว แต่เมื่อเข้าใจเรื่องการตลาดมากขึ้น ก็สามารถมาจัดลำดับความสำคัญของงานด้านการตลาดให้เหมาะสมขึ้น จากที่เราเคยห่วง ก็โล่งใจ มันไม่สำคัญหรอกว่าจะเรียนมากน้อยแค่ไหน สำคัญอยู่ที่ถ้าเรียนแล้ว เอาไปใช้แค่ไหนต่างหาก

ในทุกความพยายามย่อมมีทางออก แต่...ถ้าช่วงนี้สมองตื้อ เรื่องรอบตัวเยอะ แพลนงานไม่ออก ลังเล ไม่แน่ใจ แนะนำว่ายอมใช้เวลา 1 วันมานั่งคุยกัน ปัญหาที่เคยดูเป็นเรื่องใหญ่ จะกลับกลายเป็นเรื่องที่มีหนทางแก้ไขไม่ยาก วันพุธที่ 25 ก.พ.นี้ พี่จะหยิบเรื่องการวางแผนสร้างแบรนด์มาคุยกัน ความสำคัญที่เคยถูกมองข้าม แม้จะช้าไปหน่อย แต่ก็ดีกว่าละเลย แต่บอกไว้เลยว่า ถ้าหวังจะมานั่งฟังเลคเชอร์ พูดศัพท์หรูๆ พี่ไม่ถนัด มันฟังยาก จำยาก พี่ชอบการสนทนา การกระตุ้นต่อมความคิด การแสดงความเห็น การอ้างเหตุผล และที่สำคัญพี่ชอบเสียงหัวเราะ เพราะ...การตลาด มันเรื่องของการแก้ไขปัญหา จึงต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ งานมันเครียดอยู่แล้ว ก็เลยต้องมีเสียงหัวเราะบ่อยๆ เพื่อช่วยให้สมองเปิดรับมุมมองใหม่ๆ ความคิดใหม่ๆก็บรรเจิดเกิดได้ไม่ยาก...เท่านั้นเอง

2 กุมภาพันธ์ 2558

สร้างแบรนด์ได้เอง ไม่ต้องพึ่งโปร...ภาค2

นานมากแล้วตั้งแต่เขียนภาคแรก (ใครยังไม่ได้อ่าน ไปที่ลิงค์นี้เลยนะคะhttp://wazinee.blogspot.com/2014/12/brandpart1.html) ย้อนกลับไปนิดนึง องค์ประกอบของการสร้างแบรนด์คือ จุดขาย บรรยากาศ ความต่อเนื่อง ภาคแรกจะคุยเรื่องจุดขาย ส่วนภาคนี้มาต่อกันด้วยเรื่องบรรยากาศกันนะคะ การตลาดหนีไม่พ้นเรื่องสื่อ เพราะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยนำเสนอสินค้า แน่นอนว่าเราไม่สามารถจำกัดว่าใครควรดูใครไม่ควรดูสื่อที่เราเตรียมไว้ นั่นหมายความว่าโอกาสที่คนจะเห็นสื่อของเรามีไม่จำกัด คาดเดาไม่ได้ ยิ่งมีโลกออนไลน์เข้ามาช่วยในการเปิดกว้างทางการนำเสนอ แต่...ไม่ทุกคนที่เห็นสื่อของเราจะเป็นลูกค้าเป้าหมาย...ลูกค้าที่เราต้องการ คงไม่งง..นะคะ

เพราะเราปิดกัั้นหรือคัดเลือกคนที่จะมาเห็นสื่อเราไม่ได้ และยิ่งหนักไปกว่านั้น ปัจจุบันมีสื่อให้เห็นมากมาย ไม่ใช่จากเฉพาะสินค้าประเภทเดียวกัน ลองคิดดูสิ คุณท่องโลกออนไลน์เพียง 5 นาที คุณเห็นสื่อของสินค้ากี่ชนิดแล้ว มันเยอะจนดูเหมือนคุณถูกยัดเยียดให้ดูสื่อที่คุณอาจไม่สนใจเลยด้วยซ้ำ หมายความว่าอะไร เกิดอะไรขึ้น แล้วมันเชื่อมโยงกับภาค 2...บรรยากาศ...อย่างไร

ในการสร้างแบรนด์ สื่อเปรียบเสมือนบรรยากาศที่สะท้อนตัวตนของสินค้าในวิถีทางที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของสินค้า ถึงจะมี 10 คนดู 2 คนซื้อ นั่นไม่ใช่เพราะความบังเอิญหรือสินค้าไม่น่าสนใจ แต่เพราะบรรยากาศของสินค้าถูกสร้างขึ้นและนำเสนอต่อกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงและส่งผลต่อพฤติกรรมเชิงบวกต่อตัวสินค้า อธิบายเพิ่มนิดนึงนะคะ เราห้ามคนดูสื่อไม่ได้ แต่เรารู้กลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนของสินค้า เราจึงสร้างบรรยากาศล้อมรอบตัวสินค้าโดยใช้สื่อเป็นตัวกลางในการนำเสนอบรรยากาศ เจ้าบรรยากาศนี้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งผลโดยตรงต่อกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง แม้จะมี 10 คนดู และ 2 คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง การออกแบบบรรยากาศที่ดีจะส่งผลให้ 2 คนกลายเป็นลูกค้า...นั่นหมายถึงซื้อสินค้า หลายแบรนด์จะพบปัญหาในการสร้างบรรยากาศที่โดนใจกลุ่มเป้าหมาย แม้สินค้าจะมีคุณสมบัติที่กลุ่มเป้าหมายต้องการ แต่บรรยากาศที่ไม่สอดคล้อง ก็ทำให้สินค้าติดลบได้

ในเมื่อสื่ออยู่ล้อมรอบตัวคุณ จากเดิมที่คุณต้องใช้เวลาในการสืบเสาะข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ ปัจจุบัน...ง่ายขึ้นเยอะ แต่ก็มีข้อเสีย เพราะนั่นหมายความว่าคุณมีโอกาสที่จะเห็นสินค้า A พอๆกับสินค้า B, C D และอีกมากมาย คุณมีเวลาจำกัดในช่วงเริ่มต้นสำหรับการพิจารณาแต่ละสินค้าว่ายี่ห้อไหนน่าจะตรงความต้องการของคุณมากที่สุด พูดง่ายๆรอบแรก คุณมีเวลาจำกัด คุณคัดสินค้าที่คิดว่าไม่น่าสนใจออก จากนั้นค่อยมาให้เวลามากขึ้นกับสินค้าที่ผ่านการเข้ารอบ เห็นภาพแล้วใช่ไหมคะ ทุกการตัดสินใจ คัดเลือก เยสโน ล้วนมาจากสิ่งที่คุณรับรู้ เห็น ฟังเกี่ยวกับตัวสินค้า

การสร้างบรรยากาศก็เหมือนกับการสร้างกับดัก...ไม่ใช่เพื่อดักใครก็ได้...จริงไหม เป็นกับดักที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายแท้จริงคล้อยตาม เชื่อในความเป็นเหตุเป็นผลของบรรยากาศที่ถูกนำเสนอ มั่นใจว่าสินค้านั้นช่างถูกกาละเทศะซะจริงๆ พอใจกับการตัดสินใจเพราะคิดว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดแล้ว ถ้าเราเปรียบบรรยากาศเป็นกับดัก ก็เท่ากับว่าเรากำลังจงใจกล่าวหาว่านักการตลาดเป็นนายพราน...ใช่ไหม^^ ก็ไม่อยากให้ซีเรียสและมองเป็นแง่ลบ มันก็แค่อุปมาอุปมัย นายพรานจะดักช้างก็คงไม่สร้างกับดักสัตว์เล็กมาเพื่อจับช้างเป็นแน่ คงพอเข้าใจเรื่องของบรรยากาศมากขึ้นใช่ไหม

คำถามถัดมา...แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสร้างแบรนด์ คำตอบคือ...บรรยากาศถูกเติมแต่งเพื่อพูดคุยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง และส่งผลต่อพฤติกรรมเชิงบวกของคนกลุ่มนั้น ซึ่ง...ลำดับต่อมา...ส่งผลต่อความรู้จักและยอดขายของสินค้า การมีส่วนร่วมกับตัวสินค้าจะเกิดขึ้นอย่างจริงจังหลังการซื้อ ผลลัพธ์เชิงบวกหลังการมีส่วนร่วมจะยิ่งเพิ่มความพึงพอใจ การจดจำ และการบอกต่อ ภาพลักษณ์ของแบรนด์ในทิศทางที่เราอยากให้ลูกค้ารู้จักและจดจำและบอกต่อก็จะเด่นชัด มีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ

www.conceptsalliance.com
ไลน์ http://line.me/ti/p/%40wazinee


‪#‎โค้ชสร้างแบรนด์‬  #‎sell_your_brand‬