29 กุมภาพันธ์ 2559

‎มันอยู่ที่วิธีคิด‬


เมื่อเช้าวานก่อนเดินไปห้องทำงาน เห็นรองเท้าผ้าใบของลูกชายวางอยู่ ห่อหุ้มด้วยทิชชู่ นิ่งไปพักนึง นึกย้อนกลับไปหลายสิบปี...นานมากเลยนะ..ยังเรียนประถมอยู่เลยนะ ตอนนี้ พี่อายุ 49 แล้ว ลบเลขเองแล้วกันนะ
ตอนนั้น พี่ก็ต้องใช้รองเท้าผ้าใบเหมือนกัน ซักตากจนแห้ง ก็ต้องมาทาด้วยกีวีน้ำสีขาว ทิ้งไว้จนแห้ง หลายครั้ง...ด้วยความจงใจ....ลืมซัก ก็เอากีวีขาวนี้ป้ายๆทับรอยสกปรก บางที..ป้ายเสร็จไม่รอแห้ง ใส่เลย...กะว่า กว่าจะเดินถึงโรงเรียน แห้งพอดี 555
เราก็อยากให้รองเท้าใบดูขาววิ๊ง ก็ต้องใช้กีวีขาวเปลืองกว่าปกติ พอขอตังค์คุณพ่อไปซื้อขวดใหม่ คุณพ่อก็งง "หมดอีกแล้วเหรอ" คำถามนี้เหมือนสายฟ้าฟาด....555 ยอมรับว่า สมัยเป็นเด็ก กลัวคุณพ่อ พอถูกถามแบบนี้ ก็คิดไปเองว่า...กำลังโดนดุ กำลังทำความผิด
เอาหล่ะสิ...รองเท้าผ้าใบกับกีวีน้ำขวดใหม่ นั่งมองเจ้า 2 สิ่งตรงหน้า พร้อมกับตั้งคำถาม...ทำอย่างไรที่ฉันจะไม่ต้องใช้แกเยอะหล่ะ...แก ก็คือกีวีขาวนั่นเอง สาเหตุที่เราต้องใช้กีวีขาว เพราะเมื่อรองเท้าซักและตากแห้งสนิท คราบกาวเหลืองจะปรากฎตรงรอยต่อระหว่างผ้าใบกับพื้นยาง จึงต้องใช้กีวีขาวทาเพื่อกลบรอย แต่ถ้าส่วนอื่นไม่ถูกทาด้วย สีขาวก็จะกลายเป็น 2 โซน ขาววิ๊งกับขาวธรรมชาติ 555
เมื่อนั่งคิดถึงวิธีกำจัดคราบกาว ทำอย่างไรเวลาที่ตากรองเท้า เมื่อแห้งแล้วคราบกาวไม่อยู่บนรองเท้าหล่ะ...หากว่าเราลองหาอะไรบางอย่างมาวางบนรองเท้าดูซิ...เผื่อว่าแห้งแล้ว คราบกาวจะขึ้นมาอยู่บนเจ้าอะไรบางอย่างแทน ถ้าเป็นแบบนั้นได้ เราก็จะใช้กีวีขาวน้อยลง คุณพ่อคงไม่บ่นว่าทำไมใช้เปลือง 5555
อืม...อะไรดี ผ้าเหรอ ลองเอามาหุ้มรองเท้า ตากแห้งสนิท ปรากฎว่าคราบกาวมาอยู่บนผ้าจริงๆ...เย้...แต่...คราบกาวบางส่วนมันยังอยู่บนรองเท้า เพราะ...อืม ผ้าที่เอามาหุ้มรองเท้ามันไม่แนบกับรองเท้าทุกส่วนนะสิ...โปรเจคทดลองขั้นที่ 2 เป้าหมายใหม่ "ทิชชู่" แล้วมันก็เวิร์คจริงแหล่ะ ดีใจสุดๆ ทุกครั้งที่ซัก หุ้มด้วยทิชชู่ แห้งเสร็จแล้วค่อยทากีวีขาว ทำแบบนี้ จนมาวันนึง กีวีขาวเกิดหมด ลืมขอตังค์พ่อซื้อ เลยต้องใส่รองเท้าผ้าใบสีขาวที่ไม่ได้ทากีวีไปโรงเรียน
อายมาก....ทุกคนรองเท้าขาววิ๊งหมดเลย ของเราขาวหมองอยู่คนเดียว จะมีใครสักเกตไหม โชคดีไม่มีใครสังเกต พอเห็นว่าไม่มีใครทัก เราก็เลยคิดว่า ถ้างั้น ไม่ต้องทากีวีขาวก็แล้วกัน พ่อจะได้ไม่บ่นด้วย ไม่มีใครดูรองเท้าเราแล้วหัวเราะ...นี่นา หลังจากนั้น กีวีขาวกับเรา ลาจากกันเลย เราใส่รองเท้าผ้าใบซักสะอาดแต่ไม่มีคราบกาวไปโรงเรียน จนมาวันนึง
"โหน่ง...ทำไมรองเท้าเธอไม่มีคราบกาวเหลืองๆหล่ะ เธอทำยังไง" เอ๊ะ...ทำไมเพื่อนไม่อยากมีรองเท้าขาววิ๊งหล่ะ แต่เมื่อถาม ก็เลยอธิบายไป หลังจากนั้น ก็เริ่มมีนักเรียนมากขึ้นใส่รองเท้าผ้าใบที่ไม่ต้องขาววิ๊งและไม่มีคราบกาวมาโรงเรียน เมื่อย้ายโรงเรียน แล้วเห็นเพื่อนใส่รองเท้าที่ทากีวีขาว ก็จะบอกเรื่องทิชชู่นี่แหล่ะ
ไม่ได้คิดว่าสลักสำคัญอะไร ใครชอบขาววิ๊งก็ก็คงทากีวีขาวเหมือนเดิม ใครชอบแนวประหยัดก็คงห่อทิชชู่ ไม่ได้คิดว่าเราฉลาด เพราะสิ่งที่ทำก็ง่ายๆ แค่ทิชชู่ เราคิดได้ คนอื่นก็คิดได้เหมือนกัน แต่ใครคิดก่อนหลัง อันนี้ไม่รู้นะ จะมาเคลมว่าว่าเราเป็นคนต้นคิด...ไม่ได้หรอก แต่สมัยนั้น ทีวีก็ไม่ได้ดู วิทยุก็ไม่รู้จะฟังอะไร อ่านแต่นิยายกำลังภายใน 5555
ถ้าตัดเรื่องใครคิดก่อนหลังออกไป รองเท้าผ้าใบ กีวีขาว ทิชชู่ ในเวอร์ชั่นของพี่...มาจากกลัวคุณพ่อดุแท้ๆ เลยบีบบังคับให้ต้องหาทางออก พอเห็นลูกชายหุ้มร้องเท้าด้วยทิชชู่ ยิ้มเลย...เดี๋ยวเถอะ...ไว้ก่อน...จะบอกวิธีห่อไม่เปลืองทิชชู่ หากไม่รู้วิธี สมัยนั้นอาจโดนคุณพ่อบ่น...ทำไมใช้ทิชชู่เปลืองจัง....5555
น้องๆคะ ไม่เคยมีคำว่าพร้อมในชีวิตของพี่ หลายครั้ง ตัดสินใจทำอะไร ก็พยายามให้พลาดน้อยที่สุด บางครั้งก็เวิร์ค หลายครั้งก็แย่ แต่มันทำให้เราเก่งขี้น ตำราเรียนที่ดีที่สุดหากเรารู้จักใช้คือ ประสบการณ์ ไม่มีใครอยากพลาดหรอก ถ้ารู้ล่วงหน้า ก็คงไม่ฝีนทำให้ตัวเองพลาด บางคนบอกทำนั่นนี่สิแล้วจะรวย แต่ทำจริงกลับเจ๊ง สรุป...โทษใคร
พี่ว่า...ไม่ต้องมานั่งโทษใครหรอก เริ่มต้นใหม่ เริ่มต้นที่...วิธีคิด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น